สวยใสไร้สารเคมี

ในปัจจุบันการดูแล บำรุงผิวมีหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามต่าง ๆทำให้เห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่แฝงอยู่นั้นคือ สารเคมีที่มักจะมีผลข้างเคียงตามมาเสมอ การบำรุงผิวด้วยสมุนไพรก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยทำให้ผิวพรรณของเรานั้นดูดีขึ้น

และเป็นวิธีการที่สุดแสนจะธรรมชาติ เพราะสมุนไพรที่ใช้บำรุงนั้นเป็นพืชผักทั่วไปที่ไม่มีสารเคมีเป็นส่วนผสมอย่างแน่นอน จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และที่สำคัญยังมีราคาที่แสนจะย่อมเยาอีกด้วย

ขมิ้น สมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ในอดีตมักนำมาขัดผิวให้กับเจ้าสาวในคืนก่อนแต่งงาน เพื่อให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีสง่าราศีในวันแต่งงาน เพราะด้วยสรรพคุณของขมิ้นนั้นช่วยทำให้ผิวดูขาวเนียนขึ้น ดูเปล่งปลั่ง และในผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง ขมิ้นก็สามารถช่วยในการรักษาอาการได้

ว่านหางจระเข้ วุ้นที่อยู่ภายในของต้นว่านหางจระเข้นำมาผสมกับแป้งดินสอพอง น้ำมะนาว นำผึ้ง แล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าสามารถช่วยลดอาการอักเสบของสิว ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ของผิวทำให้รอยสิวดูจางเร็วขึ้น และยังมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาแผลจากไฟไหม้ น้ำรอนลวกอีกด้วย

มะขามเปียก ในน้ำของมะขามเปียกมีกรดอ่อน ๆช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกทำให้ผิวดูขาวขึ้น โดยการนำน้ำมะขามเปียกมาทาให้ทั่วตัว แล้วถูวนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10-15 นาที อาจมีอาการแสบคันเล็กน้อยเพราะกรดอ่อน ๆของมะขามเปียก แต่หากมีอาการแสบคันมาก ให้รีบล้างออกด้วยน้ำเปล่าสะอาดทันที 

ใบบัวบก เมื่อนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม แก้อาการกระหายน้ำ แก้อาการช้ำใน แต่หากนำมาคั้นเพื่อหมักผม จะช่วยให้เส้นผมดูสุขภาพดี มีสีดำเงางามขึ้น โดยการคั้นน้ำแล้วหมักเส้นผมทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

ตำลึง พืชผักธรรมชาติที่มักจะเห็นผู้คนนำมาประกอบอาหาร แต่หากนำใบของตำลึงมาบดให้ละเอียด แยกกากของใบออก แล้วผสมกับน้ำผึ้งแท้ พอกให้ทั่วบริเวณใบหน้า 15-20 นาที จะช่วยทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึงขึ้น และยังมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาอาการที่ของสัตว์มีพิษบางชนิดกัด

ขิง ในปัจจุบันมีการนำขิงไปเป็นส่วนผสมในครีมทาผิว และแชมพู เพราะมีสรรพคุณต่าง ๆมากมายที่ช่วยในการบำรุง และหากนำมาผสมกับน้ำผึ้งสามารถช่วยทำให้ผิวแห้งกร้านจากการถูกแสงแดด กลับมานุ่ม ชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำขึ้นได้

ใบโหระพา นำใบโหระพามาต้มกับน้ำจนเดือด ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำสำลีชุบสามารถใช้ล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าได้อย่างหมดจด เทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางในปัจจุบัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

มารู้จักกับประเภทของผิวหน้ากันเถอะ

แต่ละคนนั้นมีประเภทของผิวหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีผลดี และผลเสียที่แตกต่างกัน และมีวิธีการบำรุง ดูแลผิวหน้าในแต่ละแบบไม่เหมือนกัน ประเภทของผิวหน้าแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ผิวปกติ ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย

  1. ผิวปกติ (Normal skin) ลักษณะของคนที่มีผิวปกติ มักจะมีรูขุมขนที่ผิวหน้าละเอียด ไม่กว้าง ทำให้มองดูเรียบเนียน สภาพผิวประเภทนี้จะไม่มัน ทำให้ไม่เกิดสิวได้ง่าย ถือว่าเป็นผิวที่ได้เปรียบกว่าผิวประเภทอื่น ๆ มีวิธีการดูแลรักษาทั่ว ๆไป ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก แค่ล้างผิวหน้าให้สะอาด และทาครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด ที่เข้ากับสภาพผิวหน้า ก็ทำให้ดูสดชื่น เปล่งปลั่งแล้ว
  2. ผิวมัน (Oily skin) ลักษณะของคนที่มีผิวมัน มักจะมีรูขุมขนที่ผิวหน้ากว้าง หยาบ ไม่ละเอียด ผิวหน้ามันง่ายกว่าผิวทุก ๆประเภท ทำให้เกิดสิวได้ง่ายมาก และยังทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่นดูแก่กว่าวัย วิธีการดูแลรักษาจึงควรใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างหน้าที่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบควบคุมความมัน เพื่อลดสาเหตุของการเกิดสิว 
  3. ผิวแห้ง (Dry skin) ลักษณะของคนที่มีผิวแห้ง มักจะมีผิวหน้าที่แห้งกร้าน ผิวหน้าลอกเป็นขุยบ่อย ๆหลังการล้างหน้าหรือในบางคนที่มีผิวหน้าแห้งมากอาจจะมีการลอกตลอดเวลา และมีอาการแสบผิวหน้าร่วมด้วย วิธีการดูแลผิวหน้าจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพื่อลดอาการลอกของผิวหน้า
  4. ผิวผสม (Combination skin) ลักษณะของคนที่มีผิวผสม ผิวหน้ามักจะมันเฉพาะบริเวณหน้าผาก คาง จมูก และมักจะมีสิวขึ้นเฉพาะบริเวณที่ผิวมัน และโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นสิวอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ใบหน้าดูหมองคล้ำ การดูแลผิวประเภทนี้จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่บางเบา ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิว จะช่วยให้ใบหน้าดูสว่างใสขึ้นได้
  5. ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin) ในทางการแพทย์ผู้ที่มีลักษณะผิวแบบนี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความปกติทางด้านผิวหนัง คนที่มีผิวแพ้ง่าย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด บำรุง หรือเครื่องสำอางใด ๆก็เกิดอาการแพ้ไปซะหมด ทำให้เกิดสิว ผื่น รอยแดง ได้ง่ายกว่าผิวทุก ๆประเภท ดังนั้นวิธีการดูแลรักษาจึงควรใส่ใจมากเป็นพิเศษกว่าผิวทุก ๆประเภท ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้จึงควรดูส่วนประกอบก่อนการเลือกซื้อเป็นพิเศษ ควรเลือกซื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอมเป็นส่วนประกอบ และมีแอลกอฮอล์ 0% เพื่อไม่ให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคือง และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบหน้าสัมผัสกับฝุ่นโดยตรง เพราะฝุ่นจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

Health มะเร็งหายได้นะ หนึ่งในข้อดีของการเลิกบุหรี่

ใครจะรู้ว่าเซลล์มะเร็งนั้นหายไปได้ จะเรียกว่าหายก็ไม่ถูก แต่มันจะค่อยๆฝ่อไปได้จริงๆ ถ้าเกิดว่าหยุดบุหรี่ได้นานพอ แล้วการหยุดบุหรี่นานๆนั้นจะทำได้ยังไง เรื่องนี้ก็ค่อยไปหาวิธีดูเอาเองว่าทำยังไงถึงจะหาหยุดได้นาน แต่นานขนาดที่เซลล์มะเร็งฝ่อไปได้นั้น

จะต้องเลิกบุหรี่เป็นปริดทิ้งเลยล่ะ เป็นเวลานานถึงสิบปี ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อการเลิกสูบบุหรี่ น่าแปลกนะที่คนที่สูบบุหรี่กลับสามารถทำให้มะเร็งฝ่อไปได้ นั้นก็เพราะร่างกายที่เคยเป็นคนแข็งแรงยังไงล่ะ ต่างจากคนที่เกิดมาอ่อนแอ อยู่ดีๆก็เป็นแล้วท่าทางจะไม่มีวันฝ่อได้อย่างคนที่สูบ บุหรี่ไฟฟ้า ช่างเป็นความไม่ยุติธรรมเอาซะเลยนะ

ถึงอย่างไรทุกวันนี้คนเลิกบุหรี่สำเร็จก็มีหลายต่อหลายคน ถ้าทนได้ถึงสิบปีก็แทบจะไม่มีเรื่องโรคมะเร็งมากวนใจแล้วล่ะ ใครๆก็อยากจจะห่างไกลจากการเป็นมะเร็งทั้งนั้น ใครๆก็เกลียดเจ้าโรคนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สื่อของโลกใบนี้ ทั้งในข่าวและหน้าหนังต่างๆ ต่างเอามะเร็งมาเป็นประเด็ดความตายอยู่เสมอ ซึ่งนั้นยิ่งทำให้คนทุกคนกลัวที่จะเป็นโรคนี้หนักเข้าไปอีก

ทุกวันนี้ถึงแม้วว่าจะรู้ว่าบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญแต่ ก็ยังทำกัน คนเราไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดในอนาคตเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นหรือไม่เป็นแล้วด้วย คนเราก็พร้อมจะเสี่ยงดวง แล้วทุกคนก็ลืมมันไปสิ้น แล้วพร้อมที่จะสูบต่อไป แต่นั้นก็ช่วยไม่ได้ คนเรานั้นหายจากสิ่งนี้ได้จริงๆ ถ้าต้องการจะทำ การเลิกบุหรี่ให้ได้เพียงแค่ข้อเดียว แต่ระหว่างทางจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการเพื่อให้มันจบไป

การที่เลิกสูบบุหรี่ตอนที่ยังสะสมสารหรือเขม่าต่างๆที่ทำให้เป็นมะเร็งได้ยังไม่มากพอนั้น จะทำให้สารหรือเขม่าเหล่านั้นยังส่งผลกับเซลลมะเร็งได้ช้ากว่า แล้วถ้าเลิกภายในสิบปีแล้วยังไม่เป็นมะเร็ง ก็แทบเรียได้ว่ามันฝ่อไปหมดแล้ว แล้วมันก็จะเริ่มไม่ทำให้เป็นมะเร็งได้อีกเลย

เพราะฉะนั้นก็ต้องเสี่ยงดวงกันหน่อยละว่า ทำยังไงให้คนเราทั้งประเทศเข้าใจในข้อนี้แล้วเลิกมันได้กันล่ะ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องลำบาก เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนต้องเลือกที่จะทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้นแหละ เมื่อวันหนึ่งแล้วโรคนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ก็จะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองเท่านั้น คงต้องใช้ชีวิตอีกนานกับความเข้าใจเหล่านั้นซะใหม่ เพื่อชีวิตของตัวเองด้วยนะ

โรคเอดส์ และการป้องกัน

  จากข่าวดังที่เกิดขึ้นกรณีของคุณพีทคนเลือดบวก ทำให้ตอนนี้กระแสสังคมมีการออกมาพูดถึงของเรื่องการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์กันมากยิ่งขึ้น แต่เราเชื่อว่ายังมีคนกลุ่มใหญ่ที่อาจจะไม่เข้าใจถึงเรื่องพวกนี้กันมากนัก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและแสดงความรู้สึกกังวลเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ดังนั้นเราควรมาศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังป้องกันตัวเราเองได้อย่างถูกต้อง

         โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่อยู่ในของเหลวหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยได้แก่ เลือด อสุจิ ช่องคลอด และทวารหนัก โดยเชื้อไวรัสเอชไอวีนี้เมื่อเราได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงจนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคได้ ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมเชื้อไม่ให้แพร่กระจายได้ โดยการการกินยาต้านไวรัส 

         สาเหตุที่ทำให้เราติดเชื้อเอชไอวี ที่พบบ่อยที่สุดก็คือ เกิดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกันโดยที่คู่นอนของเราเป็นผู้แพร่เชื้อให้  การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี การสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อโดยตรง สาเหตุที่พบได้น้อย ที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คือการจูบกันแบบใช้ปากให้จำไว้ว่าเชื้อเอชไอวีนั้นไม่สามารถติดต่อกันผ่านทางน้ำลายได้ ยกเว้นว่ากรณีที่ทั้งคู่มีแผลในบริเวณปากหรือมีเลือดออกตามไรฟัน  

       หากบุคคลที่คุณรู้จักเค้ามีการติดเชื้อเอชไอวี ให้คุณอย่าได้ความแสดงรังเกียจหรือรู้สึกกังวลใจไปให้ทำตัวปกติเหมือนเค้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคม เพราะเชื้อเอชไอวีไม่สามารถติดมาที่เราได้ ถ้าเราไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงตามที่ได้กล่าวไว้ การกอดการสัมผัสจับมือผู้ป่วย หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย แม้แต่การยืนใกล้ๆแล้วหายใจร่วมกันเชื้อเอชไอวีก็ไม่แพร่มาติดเราได้   โรคเอดส์เราสามารถป้องกันได้

โดยที่คุณจะต้องมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะการไปสักร่างกายให้สังเกตด้วยว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในร้านนั้นต้องสะอาด โดยเฉพาะเข็มสักต้องเป็นอันใหม่ไม่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และหากถ้าคุณเป็นกลุ่มที่เสี่ยง ต่อการรับเชื้อแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดและรับยาต้านไวรัส

      หากคุณเป็นผู้ติดเชื้อที่เข้ามาอ่านเราขอส่งกำลังใจให้คุณต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ปฎิบัติด้วยให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อจะมีชีวิตอยู่บนใบโลกนี้อย่างยืนยาว และขอร้องให้คุณอย่าได้ไปแพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่นๆอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

วิธีตรวจเช็คน้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม

น้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม???

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้บ้านเราไปเลี้ยงเพลพระที่วัดร่องแซงกันมา ก่อนกลับท่านเจ้าอาวาสได้นำน้ำผึ้งที่บรรจุใส่ขวดเล็กๆมาแจกเป็นของที่ระลึกให้โยมนำกลับไปใช้ที่บ้าน ท่านว่าให้เอาน้ำผึ้งผสมใส่ในน้ำอุ่นดื่มหรือจะบีบน้ำมะนาวลงไปด้วยเล็กน้อยก็ได้ จะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ใครที่ชอบไอและเจ็บคออาการก็จะดีขึ้น

แต่เราเคยได้ยินมาว่าสมัยนี้น้ำผึ้งปลอมมีเยอะ ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำผึ้งที่ได้มามันเป็นของแท้หรือของปลอม เรามีวิธีทดสอบตามนี้คะ

1.วิธีการหยดลงในน้ำ เตรียมน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในแก้ว จากนั้นให้เราหยดน้ำผึ้งลงไป เราสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้หยดของน้ำผึ้งจะตกไปที่ก้นแก้วเป็นก้อ เป็นก้อนก้อน นๆก่อน เมื่อเราทำการคนน้ำผึ้งจะสลายตัวได้ช้ามาก ถึงขนาดต้องออกแรงคนและใช้เวลาอยู่นานน้ำผึ้งถึงจะเริ่มแตกตัว ส่วนน้ำผึ้งปลอมเราจะเห็นว่าพอเราหยดลงไปปุ๊บมันก็จะสลายตัวไปกับน้ำทันที โดยแทบจะไม่ต้องออกแรงคนใดๆเลย

2.วิธีหยดลงไปหลังช้อน อันนี้สังเกตได้ง่ายมากคือถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้พอหยดไปที่หลังช้อน น้ำผึ้งจะจับตัวเป็นก้อนมีลักษณะหนืดๆ แล้วจึงค่อยไหลลงไปช้าๆออกจากหลังช้อน ส่วนน้ำผึ้งปลอมนั้นหลังจากหยดลงไปที่หลังช้อน มันจะไหลออกจากหลังช้อนอย่างรวดเร็วทันที

3.วิธีจุดไฟเผา ให้เราเตรียมอุปกรณ์สำคัญก็คือกระดาษทิชชู ให้เอากระดาษทิชชู่มาม้วนให้เป็นแท่งยาวๆจากนั้นนำกระดาษทิชชู่ไปจุ่มในถ้วยของน้ำผึ้ง ทิ้งไว้สักพักให้เราเอากระดาษทิชชูด้านที่จุ่มกับน้ำผึ้งไปติดไฟ จะเห็นได้ว่ากระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งแท้จุดไฟติดลุกสว่างโชติช่วงเลย ส่วนกระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งปลอมไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น 

4.วิธีจุ่มลงขนมปัง ให้เรานำขนมปังออกมาหนึ่งแผ่นแล้วตัดครึ่งเตรียมไว้ นำขนมปังที่ตัดไว้มาจุ่มลงไปในถ้วยของน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยพร้อมๆกันทิ้งไว้ประมาณ 10 ถึง 15 นาที จะเห็นได้ว่าในถ้วยของน้ำผึ้งแท้ขนมปังจะไม่ดูดซับน้ำผึ้งขึ้นไปเลย ตัวน้ำผึ้งยังจับอยู่ที่ด้านปลายของขนมปัง ส่วนถ้วยของน้ำผึ้งปลอมขนมปังที่จุ่มไว้ได้ดูดเอาน้ำผึ้งขึ้นมาจนเกือบถึงครึ่งแผ่นไปแล้ว

5.วิธีแช่ในตู้เย็น ให้เราเอาถ้วยน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น พอเช้าเปิดดูจะเห็นว่าถ้วยที่ใส่น้ำผึ้งแท้จะมีการตกผลึกเป็นเกล็ดเล็กๆอยู่เต็มๆไปหมด ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ชุดตรวจ hiv