ความดันอากาศทำให้หูเราอื้อได้

  หลายคนคงจะเคยพบกับปัญหาเวลาขึ้นเครื่องบินแล้วหูอื้อ หรือบางคนที่ขึ้นที่สูงมากๆ หรือขึ้นลิฟไปบนที่สูงๆแล้วลิฟวิ่งเร็วจะพบกับปัญหาหูอื้อ ซึ่งอาการหูอื้อจะทำให้เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายหู บางครั้งส่งผลให้หูของเราเจ็บและไม่ค่อยได้ยินเสียงได้

ทั้งนี้การหูอื้อนั้น มีสาเหตุมาจากความดันอากาศจากข้างในหูและข้างนอกหูไม่เท่ากันนั่นเอง

          สำหรับหูอื้นที่เกิดจากแรงดันอากาศนั้นบางคนอาจพบปัญหาทั้งสองข้างหรือบางคนก็สามารถพบปัญหาหูอื้นข้างเดียวได้หากไม่รุนแรงมากนักก็จะมีอาการแค่เพียง เจ็บในหูและรู้สึกหูตื้อๆได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด แต่หากใครที่มีอาการรุนแรงนั้นอาจมีความรุนแรงถึงขึ้น มีเลือดออกมาจากหูหรือจมูกได้ ทั้งนี้อาการหูอื้ออย่างแรงนอกจากจะมีเลือดออกได้แล้ว ยังรู้สึกปวดในหู ได้ยินเสียงหวี่ๆตลอดเวลา  การรับรู้การได้ยินของเสียงลดลงเป็นอย่างมาก บางคนอาจมีการการอาเจียนและเวียนหัวร่วมด้วย

          ภายในหูของเราจะมีท่อยูสเตเซียนมีหน้าที่ปรับความดันข้างในหูให้มีความสมดุลกับด้านนอกหู แต่หากเราอยู่ในพื้นที่หรือสถานการณ์ที่ทำให้อากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป ท่อยูสเตเซียนอาจปรับความดันไม่ทัน ทำให้เกิดการหูอื้อได้และสำหรับกลุ่มคนที่เสี่ยงที่จะเกิดอาการหูอื้อได้แก่  เด็กเล็กที่ท่อยูสเตเซียนยังเล็กและแคบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหวัด โรคไซนัส และคนที่นอนหลับขณะที่เครื่องบินกำลังขึ้น

        สำหรับอาการหูอื้อหากไม่ได้รุนแรงมากนักอาการก็จะหายไปเอง แต่หากคนที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นมีเลือดออกมาจากหูควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา 

       และในคนที่มีอาการหูอื้อตอนขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นบนที่สูงนั้น แก้ไขได้เพียงแค่ หาว  หรือกลืนน้ำหรือ หรือจะเคี้ยวหมากฝรั่งก็ได้ และอีกวิธีคือการใช้มือบีบจมูกและปิดปากแล้วทำการพ่นลมออกจากจมูก วิธีการนี้จะเป็นการปรับแรงดันในหู เพื่อให้ท่อยูสเตเซียนเปิดออก อย่างไรก็ดีหากคนที่มีอาการหูอื้อแบบรุนแรงขั้นตอนที่แนะนำไปจะไม่สามารถทำแล้วได้ผล แพทย์จะให้รักษาด้วยกันทานยาหรือการผ่าตัด สำหรับอาการหูอื้อหากเราลองแก้ไขด้วยตนเองแล้วไม่หายหรือไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาการหูอื้อสามารถทำให้เกิดอาการอื่นๆตามมาได้ด้วยเช่น การติดเชื้อในหู หรืออาการแก้วหูทะลุ ซึ่งอาจจะลามจนทำให้เราหูหนวกได้

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

วิธีตรวจเช็คน้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม

น้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม???

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้บ้านเราไปเลี้ยงเพลพระที่วัดร่องแซงกันมา ก่อนกลับท่านเจ้าอาวาสได้นำน้ำผึ้งที่บรรจุใส่ขวดเล็กๆมาแจกเป็นของที่ระลึกให้โยมนำกลับไปใช้ที่บ้าน ท่านว่าให้เอาน้ำผึ้งผสมใส่ในน้ำอุ่นดื่มหรือจะบีบน้ำมะนาวลงไปด้วยเล็กน้อยก็ได้ จะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ใครที่ชอบไอและเจ็บคออาการก็จะดีขึ้น

แต่เราเคยได้ยินมาว่าสมัยนี้น้ำผึ้งปลอมมีเยอะ ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำผึ้งที่ได้มามันเป็นของแท้หรือของปลอม เรามีวิธีทดสอบตามนี้คะ

1.วิธีการหยดลงในน้ำ เตรียมน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในแก้ว จากนั้นให้เราหยดน้ำผึ้งลงไป เราสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้หยดของน้ำผึ้งจะตกไปที่ก้นแก้วเป็นก้อ เป็นก้อนก้อน นๆก่อน เมื่อเราทำการคนน้ำผึ้งจะสลายตัวได้ช้ามาก ถึงขนาดต้องออกแรงคนและใช้เวลาอยู่นานน้ำผึ้งถึงจะเริ่มแตกตัว ส่วนน้ำผึ้งปลอมเราจะเห็นว่าพอเราหยดลงไปปุ๊บมันก็จะสลายตัวไปกับน้ำทันที โดยแทบจะไม่ต้องออกแรงคนใดๆเลย

2.วิธีหยดลงไปหลังช้อน อันนี้สังเกตได้ง่ายมากคือถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้พอหยดไปที่หลังช้อน น้ำผึ้งจะจับตัวเป็นก้อนมีลักษณะหนืดๆ แล้วจึงค่อยไหลลงไปช้าๆออกจากหลังช้อน ส่วนน้ำผึ้งปลอมนั้นหลังจากหยดลงไปที่หลังช้อน มันจะไหลออกจากหลังช้อนอย่างรวดเร็วทันที

3.วิธีจุดไฟเผา ให้เราเตรียมอุปกรณ์สำคัญก็คือกระดาษทิชชู ให้เอากระดาษทิชชู่มาม้วนให้เป็นแท่งยาวๆจากนั้นนำกระดาษทิชชู่ไปจุ่มในถ้วยของน้ำผึ้ง ทิ้งไว้สักพักให้เราเอากระดาษทิชชูด้านที่จุ่มกับน้ำผึ้งไปติดไฟ จะเห็นได้ว่ากระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งแท้จุดไฟติดลุกสว่างโชติช่วงเลย ส่วนกระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งปลอมไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น 

4.วิธีจุ่มลงขนมปัง ให้เรานำขนมปังออกมาหนึ่งแผ่นแล้วตัดครึ่งเตรียมไว้ นำขนมปังที่ตัดไว้มาจุ่มลงไปในถ้วยของน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยพร้อมๆกันทิ้งไว้ประมาณ 10 ถึง 15 นาที จะเห็นได้ว่าในถ้วยของน้ำผึ้งแท้ขนมปังจะไม่ดูดซับน้ำผึ้งขึ้นไปเลย ตัวน้ำผึ้งยังจับอยู่ที่ด้านปลายของขนมปัง ส่วนถ้วยของน้ำผึ้งปลอมขนมปังที่จุ่มไว้ได้ดูดเอาน้ำผึ้งขึ้นมาจนเกือบถึงครึ่งแผ่นไปแล้ว

5.วิธีแช่ในตู้เย็น ให้เราเอาถ้วยน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น พอเช้าเปิดดูจะเห็นว่าถ้วยที่ใส่น้ำผึ้งแท้จะมีการตกผลึกเป็นเกล็ดเล็กๆอยู่เต็มๆไปหมด ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ชุดตรวจ hiv

การดูแลลำไส้เล็ก


การดูแลลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กมีความจำเป็นไม่แพ้ลำไส้ใหญ่เช่นเดียวกันนะคะ โดยลำไส้เล็กจะมีความยาวราว 9-10 เมตร ยาวกว่าลำไส้ใหญ่ตั้งมากมาย โดยลำไส้เล็กจะอยู่รอบๆส่วนท้ายของฝาผนังท้อง มีเยื่อของชั้นมิวโคชายื่นออกมาที่ฝาผนังข้างใน เรียกว่า วิลไล รวมทั้งมีขนขนาดเล็ก เรียกว่า ไมโครวิลไล อยู่เยอะมากๆ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับในการดูดซับของกิน โดยวิลไลแต่ละอันจะมีเซลล์เอพิทีเลียม ปกคลุมอยู่ ซึ่งเซลล์พวกนี้ปฏิบัติหน้าที่ผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีให้กับลำไส้เล็ก

หน้าที่สำคัญๆ รวมทั้งสำคัญมากๆ ของลำไส้เล็ก เป็นการย่อยของอาหาร รวมทั้งการดูดซึมสารอาหารสูงที่สุดภายในร่างกาย โดยกระบวนการย่อยเชิงกลที่เกิดขึ้นมาจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อวงกลมของผนังสำไส้เล็ก โดยลำไส้เล็กมีบทบาทสำหรับในการผลิตน้ำย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน โดยหน้าที่สำหรับการย่อยคาร์โบไฮเดรตนั้นจะย่อยด้วยน้ำย่อย อะไม่เลส ให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก ซึ่งสามารถดูดซับผ่านไปสู่เส้นเลือดฝอยของวิลไลได้ ส่วนสำหรับการย่อยโปรตีนจะย่อยด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทริปซิน แล้วก็คาร์บอกซิพอลิเพปทิเดส ให้แปลงเป็นเพปไทด์ขนาดเล็กรวมทั้งเป็นกรดอะมิโน แล้วจะถูกซึมซับไปสู่เส้นเลือดฝอย การย่อยไขมัน ลำไส้เล็กจะปฏิบัติภารกิจย่อยไขมัน โดยเมื่อไขมันไปสู่ลำไส้เล็กจะถูกอิมัลซิไฟด้วยเกลือของน้ำดี แล้วก็จะถูกย่อยสลายจนกลายเป็นกรดไขมัน แล้วหลังจากนั้นจะถูกลำเลียงผ่านทางท่อน้ำเหลืองไปสู่กระแสโลหิต

ในช่วงที่ลำไส้เล็กจะดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมรวมทั้งมีคุณภาพเป็นช่วงเวลา 13.00-15.00 น. โดยในตอนนี้คุณควรจะงดเว้นทานอาหารทุกหมวดหมู่ เพื่อลำไส้เล็กสามารถซับของกินสำหรับใช้สำหรับเพื่อการสร้างกรดอะมิโนที่สำคัญต่อสุขภาพได้มากที่สุด สำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็กมากยิ่งกว่าคุณหนุ่มๆก็เนื่องจากว่า ลำไส้เล็กที่ยาวกว่านั่นเองทำให้อาจมีของกินหลงเหลืออยู่ในลำไส้เล็กมากยิ่งกว่า

สำหรับคนที่มีปัญหาหัวข้อการปฏิบัติงานของลำไส้เล็ก ชี้แนะให้ท่านควรรับประทานอาหารประเภทผักแล้วก็ผลไม้ให้มากๆ เข้าไว้ รับประทานอาหารชนิดเนื้อสัตว์แล้วก็ของผัดๆ ทอดๆ ให้ลดลง เนื่องจากว่าสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำมันมีเพียงแต่วิตามิน เอ ดี อี แล้วก็เค นอกนั้นเป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งเมื่อไปพบกับคราบน้ำมันที่เกาะตามผนังลำไส้ ทำให้ไม่อาจจะละลายได้ กลายเป็นว่านำไปสู่โรคต่างๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ได้ง่ายด้วย

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม
เบาหวาน (Diabetes) เป็นสภาวะที่ระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตสูงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เรียกว่า เป็นโรคเรื้อรังที่ประชากรประเทศไทยเป็นกันจำนวนมาก เบาหวานจะมีลักษณะอาการเนื่องจากการที่ร่างกายไม่อาจจะใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะควร หรือใช้ไม่หมด ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้อำนาจบังคับของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งคนที่เป็นโรคโรคเบาหวานร่างกายไม่อาจจะนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ ผลที่ได้ คือ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น ในระยะยาวจะส่งผลสำหรับในการทำลายเส้นเลือด ถ้าหากว่ามิได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะควร ถูกต้องถูกวิธี บางทีอาจทำให้เกิดโรคเข้าแทรก หรือโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ความเปลี่ยนไปจากปกติของฮอร์โมนอินซูลิน บางทีอาจเป็นเพราะว่าตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่พอ หรือมีการกีดกั้นการจับอินซูลินในอวัยวะต่างๆ ทำให้มีความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน นำไปสู่ความเปลี่ยนไปจากปกติของผนังเส้นเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต และเรตินา

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีปัญหาในการติดเชื้อ เมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายช้า เรียกว่าเป็นแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน (Diabetic ulcer) ลองคิดภาพง่ายๆ คือ เลือดมีน้ำตาลมากมาย แผลก็หวาน เชื้อโรคถูกใจน้ำตาล (น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอด น้ำตาลในเลือดเยอะแยะ เลือดก็เหนียวหนืด ไปเลี้ยงแผลยาก ออกซิเจนก็น้อย เม็ดเลือดขาวไปทำลายเชื้อโรคยาก ก็เลยกลายเป็นแผลเรื้อรังไม่หายสักที

คำถามที่ว่าผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานอยากจะทำการถอนฟัน

ถ้าเกิดควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้ “แผลถอนฟันจะหายช้า” ด้วยเหตุนั้น จะต้องมานะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี มิฉะนั้นเวลาปวดฟันแลัวไปพบหมอฟัน หมอฟันก็ไม่สามารถที่จะถอนฟันให้ได้ ด้วยเหตุว่ามีการเสี่ยงกับการที่แผลจะไม่หาย หรือขยาย จำต้องทานยาพารา ยาปฏิชีวนะไปเรื่อยซึ่งการทานยาพาราและก็ยาปฏิชีวนะไปนานๆก็จะส่งผลทำให้ร่างกายมีการดื้อยา ตับ ไต ทำงานหนักมากอีกด้วย การป้องกันการเกิดภาวการณ์โรคเบาหวาน คือ ระวังไม่ให้น้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินค่าธรรมดา ด้วยการลดความหวาน หมายความว่า งดเว้นกินน้ำตาลนั่นแหละ โดยหันมากินน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ กินอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยจะยิ่งดีมากๆ

น้ำเข้าหูเป็นอันตรายที่ใครๆก็มองข้าม

ไม่ว่าจะเป็นน้ำเข้าหูโดยวิธีใดก็ตามแต่สิ่งอื่นเหนือสิ่งใดนั้น หากมีอาการน้ำเข้าหูมันจะทำให้เรารู้สึกอึดอัดและการรับฟังจะเปลี่ยนไป อย่างเช่นฟังได้ไม่ชัดอย่างที่ควรจะเป็น หรือร้ายแรงสุดก็อาจจะสูญเสียการได้ยินไปชั่วขณะหนึ่ง

วิธีการแก้ไขหากมีน้ำเข้าหูของเรา

สิ่งแรกที่เราควรทำหากมีน้ำเข้าหูนั้น โดยวิธีการเอียงศรีษะเพื่อให้น้ำไหลออก ซึ่งเราจะทำในข้างที่น้ำมันมีการขังอยู่ หากเป็นการเข้าท้องสองข้างก็ค่อยๆทำทีละข้าง

หากมีการทำในขั้นตอนแรกแล้วไม่สำเร็จเท่ากับว่าในหูของท่านอาจจะมีสิ่งสกปรกอยู่ภายในหูค่อนข้างเยอะ ดังนั้นให้ใช้น้ำยาหยอดหู ที่มีไว้สำหรับการหยอดหูโยเฉพาะ ซึ่งน้ำยานี้อาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปนั่นเอง

หากใช้เวลาผ่านไปหลายวันอาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่หายควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี

อันตรายที่เราไม่ควรมองข้ามเวลาที่มีน้ำเข้าหูของเรา

หากช่องหูของคุณสะอาดพอก็มักจะไม่มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักดูแลเรื่องของการทำความสะอาดในช่องหูของเราได้ไม่ดีพอนั่นเอง หากเรามีน้ำขังที่หูหรือเราเป็นไข้หวัดเราก็ตจะติดเชื้อจากเหตุการณ์เหล่านั้นได้ง่าย

ทำให้เราต้องดูแลและรักษาช่องหูของเราให้สะอาดอยู่เสมอ หากสิ่งสกปรกเหล่านั้นมันเข้ามารวมกับขี้หูหรือสิ่งสกปรกอื่นๆที่อยู่ในหูของเรา มันจะจะมีการรวมตัวของสิ่งสกปรกเหล่านั้นและก่อนให้เกิดการอุดตันของหูของเราได้ นั้นก็คือปัญหาใหญ่ที่จะตามมาให้กับเราเลยแหละ ซึ่งอาจจะทำให้เราถึงขั้นต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ก็ได้ นอกจากจะทำให้หูเกิดการติดเชื้อแล้วยังส่งผลให้มันเกิดการอักเสบซึ่งเป็นต้นเหตุของการนำไปเป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินเลยนะ

ขยายคำว่าน้ำยาหยอดหูที่เราจะนำไปใช้เวลามีน้ำเข้าหูของเรานั้น

ยาหยอดหูนี้แบ่งเป็น 2 ชนิดด้วยกัน

ยาหยอดหูแอลกอฮอล์ ยาชนิดนี้เป็นการนำไปหยดที่หูซึ่งมันจะช่วยให้น้ำที่ขังอยู่ในหูมีการระเหยได้ง่ายขึ้น และนอกจากนั้นมันยังมีความดีด้วยการกำจัดแบคทีเรียและสามารถยับหยั้งได้อีกต่างหากนะ ซึ่งวิธีการใช้คร่าวๆก็จะเป็นการหยดลงหูเราประมาณ 3-4 หยดนั่นเอง พอหยดเสร็จเราก็ทำการเอียงศรีษะของเราเพื่อให้น้ำที่ขังอยู่ในหูได้ไหลออกมา

ยาหยอดหูไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide น้ำยาตัวนี้เป็นการช่วยในการขจัดเศษต่างๆที่อยู่ในหูให้สะอาดด้วยนะ ซึ่งการทำงานก็มีวิธีการที่เหมือนกัน

ข้อห้ามที่สำคัญในการใช้น้ำยาหยอดหูเหล่านี้นั้นนก็คือ การใช้นำยาเหล่านี้มีข้อดีแต่ก็ต้องอ่านและใช้อย่างถูกวิธีด้วยนะ ห้ามใช้น้ำยาเหล่านี้กับผู้ที่มีภาวะหูชั้นนอกติดเชื้อ แก้วหูทะลุ และหูชั้นกลางอักเสบ

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า
จากสถิติการเจ็บป่วยที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อผ่านการสัมผัสหรือผ่านทางระบบทางเดินหายใจ แต่เป็นโรคที่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากคุณมีญาติเป็นหวาน ก็ทำใจได้เลยว่าคุณก็มีสิทธิ์เป็นเช่นกัน อย่างไรก็ตามก่อนจะคิดกังวลไปไกล เรามาดูวิธีเลี่ยงโรคเบาหวานกันหน่อยดีกว่า เพื่อสุขภาพของคุณ จากข้อมูลของ พญ.รุ่งทิพย์ ด่านศิริกุล แพทย์ผู้ชำนาญด้านเบาหวาน และหนังสือเรื่องกลุ่มโรค NCDs โรคที่คุณหยุดมันได้เอง บอกถึงเทคนิคในการลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานเอาไว้ ดังนี้

8 เทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดเสี่ยง “เบาหวาน”
1. จำกัดปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวัน โดยไม่ให้เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน นับได้คร่าว ๆ จากจำนวนน้ำตาลที่ใส่ลงไปในเครื่องดื่ม อาหารต่าง ๆ การทานน้ำตาลมากๆ จะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานผิดปกติ

2. เลือกรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ผลไม้ก็มีน้ำตาลเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ควรเลือกทานและทานในปริมาณที่เหมาะสม

3. ลดเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม และขนมหวานอื่น ๆ โดยค่อย ๆ ลดจำนวนลงจนเหลือเพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น

4. เลือกกินคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี จะมีกากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ฯลฯ

5. อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนซื้อมาบริโภค เพราะน้ำตาลคือตัวการสำคัญให้เกิดโรคเบาหวาน

6. แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังกินอาหาร ช่วยลดความอยากอาหารได้

7. ออกกำลังกายเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

8. หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

อาการแทรกซ้อนขณะป่วยโรคกระเพาะ

ป่วยเป็นโรคกระเพาะทรมาณขนาดไหน
โรคกระเพาะจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวมากเท่าไหร่ แต่มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นง่ายมากๆ หากป่วยเป็นแล้วจะแสนทรมาน โดยโรคกระเพาะนั้นมักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาการปวดสามารถเป็นได้เกือบทุกเวลาไม่ว่าจะก่อนทานข้าวหรือหลังทานข้าว ตอนท้องว่าง หรือขณะที่เราพึ่งตื่น เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดเหล่านี้ไม่แน่นอนจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร โดยที่เมื่อมีอาการจะรู้สึกทรมานไปประมาณ 15-20 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด

อาการแทรกซ้อน
จริงๆ แล้วโรคกระเพาะสามารถรักษาให้หายได้และหากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยปะละเลยก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบรักษาจะดีกว่าปล่อยให้ตัวเองเผชิญหน้ากับความทรมาน เพราะหากอาการเริ่มเป็นหนักขึ้นอาจจะเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนขึ้นได้และอันตรายมาก ดังนี้
• เลือดออกในกระเพาะอาหาร หากคุณปล่อยที่จะไม่รักษาโรคกระเพาะและปล่อยไว้ คุณอาจจะประสบกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสังเกตได้จากอุจจาระสีดำหรืออาเจียนเป็นเลือดหรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายผงกาแฟบดปนอยู่

• กระเพาะลำไส้เป็นแผลทะลุ โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้องรุนแรงทันทีทันใด หน้าท้องแข็ง กดเจ็บ

• กระเพาะลำไส้ตีบตัน โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้อง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว และอาเจียนเป็นอาหารที่ไม่ย่อยหลังรับประทานอาหาร

โรคหลอดเลือดหัวใจ กับเทคนิคลดความเสี่ยง

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านไปอย่างไร้คุณภาพ โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่มีการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจ มีสถิติของจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในไทยกว่า 100,000 คนในทุกๆ ปี และเมื่อวิเคราะห์แล้วมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยสูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลการศึกษาของ Thai Registry in Acute Coronary Syndrome (TRACS) พบว่าปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น ล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำร้ายสุขภาพของตัวเองทั้งสิ้น ได้แก่

  • อยู่ในภาวะไขมันในเลือดสูง
  • อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
  • สูบบุหรี่
  • ความครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ลดเสี่ยงได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดปัจจัยเสี่ยงข้างต้นควรเริ่มต้นจากความตระหนักและสร้างการรับรู้ถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาผู้ป่วยจะเป็นไปในทางที่การรักษาด้วยการใช้ยา การรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดต่อเส้นเลือด ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะเส้นเลือดมีโอกาสกลับมาตีบได้อีก แต่ทั้งนี้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ร่วมไปกับการออกกำลังกายจึงจะช่วยให้โรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอยู่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยลงและช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

8 วิธีลดเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

  1. ผัก ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ แคนตาลูป
  2. ปลา ไก่ (ลอกหนังออก) เนื้อหมู เนื้อวัว (เนื้อสันไม่ติดมัน)
  3. ควบคุมปริมาณรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีไขมันสูง
  4. ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมจืดธรรมดา หากดื่มนมเปรี้ยว หรือรับประทานโยเกิร์ตควรเลือกที่มีไขมันต่ำ
  5. ประกอบอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ลวกปิ้ง ย่าง แทนการทอดหรือผัด
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  7. ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือสารอื่นที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย
  8. ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน

โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ วัยทำงานต้องระวัง

โรควัยทำงาน หลายโรคเป็นผลมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ที่ทั้งเคร่งเครียด และรีบเร่ง ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต่างก็เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อยิ่งป่วย ก็ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนอาจทำให้เกิดความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า โรคสุดฮิตที่ไม่น่านิยมของคนวัยทำงานนั้นมีโรคอะไรบ้าง และเราควรดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเหล่านี้

ออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome)
เมื่อพูดถึงอาการเจ็บป่วยของคนทำงาน หนึ่งในโรคที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นก็คือ ออฟฟิศซินโดรม ที่สร้างความทรมานให้แก่ชาวออฟฟิศจำนวนมาก เป็นอาการที่เกิดจากการต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนส่งผลให้เกิดโรค และอาการผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน และการมองเห็น เป็นต้น ซึ่งการป้องกันโรคนี้นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด แค่ลุกขึ้นมาผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 20 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากแล้ว

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD)
กรดไหลย้อนเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับคนวัยทำงานที่มีความเครียดสูง ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือทานอาหารอย่างเร่งรีบ รวมถึงการทานอาหารที่มากจนเกินไปอย่างบุฟเฟ่ต์ด้วย เมื่อกรดที่มีไว้สำหรับย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ และหลอดอาหาร จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาจอาเจียนเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทรมานอย่างมาก การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และทานอาหารให้ตรงเวลา สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากกรดไหลย้อนได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องนั่งทำงานติดโต๊ะนาน ๆ จนต้องกลั้นปัสสาวะอยู่เป็นประจำแล้วละก็ คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ปัสสาวะไม่สุด หรือการใส่กางเกงที่รัดรูปมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความอับชื้น จนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ และเกิดการอักเสบได้ง่าย ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และพยายามลุกไปปัสสาวะ อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยจนเกินไป

ไข้หวัด
แม้ว่าไข้หวัดอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวเท่ากับโรคอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่การไอ สั่งน้ำมูก สูดหายใจอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทำให้ทรมาน และลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ทั้งยังเป็นอาการเริ่มต้นของโรคจำนวนมากอีกด้วย และแม้ว่าสาเหตุหลักของไข้หวัดจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ปัจจัยหลักก็คือการที่คนวัยทำงานนั้น มักยุ่งอยู่กับการทำงาน จนละเลยการดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ และเป็นไข้หวัดได้ง่ายในที่สุด เราจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหมั่นออกกำลังกาย และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยเฉพาะในออฟฟิศที่มีการปรับอากาศให้เย็นจนเกินความพอดี

อาหารไม่ย่อย แสนทรมาน

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการ “อาหารไม่ย่อย” เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นในทั้งขณะที่เรากำลังทานอาหารหรือหลังทานอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการจะรู้สึกไม่สบายท้องตรงบริเวณยอดดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียด หรือมีอาการแสบร้อนกลางอก โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นและหายได้เอง วันนี้ Ged Good Life ก็มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกัน อาหารไม่ย่อย มาฝากกัน

  1. เลี่ยงได้จะดีมาก! อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสำเร็จรูป
  2. รับประทานอาหารให้ตรงเวลาในแต่ละมื้อ งดอาหารมื้อใหญ่ช่วงดึก
  3. ห้ามอิ่มปุ๊ปหลับปั๊ป! หลังทานอาหารควรรอย่อยก่อน 3 ชั่วโมงก่อน ค่อยเข้านอน
  4. ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบกิน อย่ากินปริมาณมากเกินไป เลือกทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
  5. งดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา
  6. เครียดให้น้อยลง ลองหากิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย เช่น ท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ทำสมาธิ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
  7. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เลี่ยงภาวะอ้วนลงพุง