การดูแลลำไส้เล็ก


การดูแลลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กมีความจำเป็นไม่แพ้ลำไส้ใหญ่เช่นเดียวกันนะคะ โดยลำไส้เล็กจะมีความยาวราว 9-10 เมตร ยาวกว่าลำไส้ใหญ่ตั้งมากมาย โดยลำไส้เล็กจะอยู่รอบๆส่วนท้ายของฝาผนังท้อง มีเยื่อของชั้นมิวโคชายื่นออกมาที่ฝาผนังข้างใน เรียกว่า วิลไล รวมทั้งมีขนขนาดเล็ก เรียกว่า ไมโครวิลไล อยู่เยอะมากๆ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับในการดูดซับของกิน โดยวิลไลแต่ละอันจะมีเซลล์เอพิทีเลียม ปกคลุมอยู่ ซึ่งเซลล์พวกนี้ปฏิบัติหน้าที่ผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีให้กับลำไส้เล็ก

หน้าที่สำคัญๆ รวมทั้งสำคัญมากๆ ของลำไส้เล็ก เป็นการย่อยของอาหาร รวมทั้งการดูดซึมสารอาหารสูงที่สุดภายในร่างกาย โดยกระบวนการย่อยเชิงกลที่เกิดขึ้นมาจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อวงกลมของผนังสำไส้เล็ก โดยลำไส้เล็กมีบทบาทสำหรับในการผลิตน้ำย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน โดยหน้าที่สำหรับการย่อยคาร์โบไฮเดรตนั้นจะย่อยด้วยน้ำย่อย อะไม่เลส ให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก ซึ่งสามารถดูดซับผ่านไปสู่เส้นเลือดฝอยของวิลไลได้ ส่วนสำหรับการย่อยโปรตีนจะย่อยด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทริปซิน แล้วก็คาร์บอกซิพอลิเพปทิเดส ให้แปลงเป็นเพปไทด์ขนาดเล็กรวมทั้งเป็นกรดอะมิโน แล้วจะถูกซึมซับไปสู่เส้นเลือดฝอย การย่อยไขมัน ลำไส้เล็กจะปฏิบัติภารกิจย่อยไขมัน โดยเมื่อไขมันไปสู่ลำไส้เล็กจะถูกอิมัลซิไฟด้วยเกลือของน้ำดี แล้วก็จะถูกย่อยสลายจนกลายเป็นกรดไขมัน แล้วหลังจากนั้นจะถูกลำเลียงผ่านทางท่อน้ำเหลืองไปสู่กระแสโลหิต

ในช่วงที่ลำไส้เล็กจะดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมรวมทั้งมีคุณภาพเป็นช่วงเวลา 13.00-15.00 น. โดยในตอนนี้คุณควรจะงดเว้นทานอาหารทุกหมวดหมู่ เพื่อลำไส้เล็กสามารถซับของกินสำหรับใช้สำหรับเพื่อการสร้างกรดอะมิโนที่สำคัญต่อสุขภาพได้มากที่สุด สำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็กมากยิ่งกว่าคุณหนุ่มๆก็เนื่องจากว่า ลำไส้เล็กที่ยาวกว่านั่นเองทำให้อาจมีของกินหลงเหลืออยู่ในลำไส้เล็กมากยิ่งกว่า

สำหรับคนที่มีปัญหาหัวข้อการปฏิบัติงานของลำไส้เล็ก ชี้แนะให้ท่านควรรับประทานอาหารประเภทผักแล้วก็ผลไม้ให้มากๆ เข้าไว้ รับประทานอาหารชนิดเนื้อสัตว์แล้วก็ของผัดๆ ทอดๆ ให้ลดลง เนื่องจากว่าสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำมันมีเพียงแต่วิตามิน เอ ดี อี แล้วก็เค นอกนั้นเป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งเมื่อไปพบกับคราบน้ำมันที่เกาะตามผนังลำไส้ ทำให้ไม่อาจจะละลายได้ กลายเป็นว่านำไปสู่โรคต่างๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ได้ง่ายด้วย

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม
เบาหวาน (Diabetes) เป็นสภาวะที่ระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตสูงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เรียกว่า เป็นโรคเรื้อรังที่ประชากรประเทศไทยเป็นกันจำนวนมาก เบาหวานจะมีลักษณะอาการเนื่องจากการที่ร่างกายไม่อาจจะใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะควร หรือใช้ไม่หมด ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้อำนาจบังคับของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งคนที่เป็นโรคโรคเบาหวานร่างกายไม่อาจจะนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ ผลที่ได้ คือ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น ในระยะยาวจะส่งผลสำหรับในการทำลายเส้นเลือด ถ้าหากว่ามิได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะควร ถูกต้องถูกวิธี บางทีอาจทำให้เกิดโรคเข้าแทรก หรือโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ความเปลี่ยนไปจากปกติของฮอร์โมนอินซูลิน บางทีอาจเป็นเพราะว่าตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่พอ หรือมีการกีดกั้นการจับอินซูลินในอวัยวะต่างๆ ทำให้มีความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน นำไปสู่ความเปลี่ยนไปจากปกติของผนังเส้นเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต และเรตินา

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีปัญหาในการติดเชื้อ เมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายช้า เรียกว่าเป็นแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน (Diabetic ulcer) ลองคิดภาพง่ายๆ คือ เลือดมีน้ำตาลมากมาย แผลก็หวาน เชื้อโรคถูกใจน้ำตาล (น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอด น้ำตาลในเลือดเยอะแยะ เลือดก็เหนียวหนืด ไปเลี้ยงแผลยาก ออกซิเจนก็น้อย เม็ดเลือดขาวไปทำลายเชื้อโรคยาก ก็เลยกลายเป็นแผลเรื้อรังไม่หายสักที

คำถามที่ว่าผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานอยากจะทำการถอนฟัน

ถ้าเกิดควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้ “แผลถอนฟันจะหายช้า” ด้วยเหตุนั้น จะต้องมานะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี มิฉะนั้นเวลาปวดฟันแลัวไปพบหมอฟัน หมอฟันก็ไม่สามารถที่จะถอนฟันให้ได้ ด้วยเหตุว่ามีการเสี่ยงกับการที่แผลจะไม่หาย หรือขยาย จำต้องทานยาพารา ยาปฏิชีวนะไปเรื่อยซึ่งการทานยาพาราและก็ยาปฏิชีวนะไปนานๆก็จะส่งผลทำให้ร่างกายมีการดื้อยา ตับ ไต ทำงานหนักมากอีกด้วย การป้องกันการเกิดภาวการณ์โรคเบาหวาน คือ ระวังไม่ให้น้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินค่าธรรมดา ด้วยการลดความหวาน หมายความว่า งดเว้นกินน้ำตาลนั่นแหละ โดยหันมากินน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ กินอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยจะยิ่งดีมากๆ

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า
จากสถิติการเจ็บป่วยที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อผ่านการสัมผัสหรือผ่านทางระบบทางเดินหายใจ แต่เป็นโรคที่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากคุณมีญาติเป็นหวาน ก็ทำใจได้เลยว่าคุณก็มีสิทธิ์เป็นเช่นกัน อย่างไรก็ตามก่อนจะคิดกังวลไปไกล เรามาดูวิธีเลี่ยงโรคเบาหวานกันหน่อยดีกว่า เพื่อสุขภาพของคุณ จากข้อมูลของ พญ.รุ่งทิพย์ ด่านศิริกุล แพทย์ผู้ชำนาญด้านเบาหวาน และหนังสือเรื่องกลุ่มโรค NCDs โรคที่คุณหยุดมันได้เอง บอกถึงเทคนิคในการลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานเอาไว้ ดังนี้

8 เทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดเสี่ยง “เบาหวาน”
1. จำกัดปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวัน โดยไม่ให้เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน นับได้คร่าว ๆ จากจำนวนน้ำตาลที่ใส่ลงไปในเครื่องดื่ม อาหารต่าง ๆ การทานน้ำตาลมากๆ จะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานผิดปกติ

2. เลือกรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ผลไม้ก็มีน้ำตาลเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ควรเลือกทานและทานในปริมาณที่เหมาะสม

3. ลดเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม และขนมหวานอื่น ๆ โดยค่อย ๆ ลดจำนวนลงจนเหลือเพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น

4. เลือกกินคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี จะมีกากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ฯลฯ

5. อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนซื้อมาบริโภค เพราะน้ำตาลคือตัวการสำคัญให้เกิดโรคเบาหวาน

6. แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังกินอาหาร ช่วยลดความอยากอาหารได้

7. ออกกำลังกายเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

8. หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

อาการแทรกซ้อนขณะป่วยโรคกระเพาะ

ป่วยเป็นโรคกระเพาะทรมาณขนาดไหน
โรคกระเพาะจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวมากเท่าไหร่ แต่มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นง่ายมากๆ หากป่วยเป็นแล้วจะแสนทรมาน โดยโรคกระเพาะนั้นมักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาการปวดสามารถเป็นได้เกือบทุกเวลาไม่ว่าจะก่อนทานข้าวหรือหลังทานข้าว ตอนท้องว่าง หรือขณะที่เราพึ่งตื่น เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดเหล่านี้ไม่แน่นอนจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร โดยที่เมื่อมีอาการจะรู้สึกทรมานไปประมาณ 15-20 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด

อาการแทรกซ้อน
จริงๆ แล้วโรคกระเพาะสามารถรักษาให้หายได้และหากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยปะละเลยก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบรักษาจะดีกว่าปล่อยให้ตัวเองเผชิญหน้ากับความทรมาน เพราะหากอาการเริ่มเป็นหนักขึ้นอาจจะเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนขึ้นได้และอันตรายมาก ดังนี้
• เลือดออกในกระเพาะอาหาร หากคุณปล่อยที่จะไม่รักษาโรคกระเพาะและปล่อยไว้ คุณอาจจะประสบกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสังเกตได้จากอุจจาระสีดำหรืออาเจียนเป็นเลือดหรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายผงกาแฟบดปนอยู่

• กระเพาะลำไส้เป็นแผลทะลุ โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้องรุนแรงทันทีทันใด หน้าท้องแข็ง กดเจ็บ

• กระเพาะลำไส้ตีบตัน โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้อง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว และอาเจียนเป็นอาหารที่ไม่ย่อยหลังรับประทานอาหาร

โรคหลอดเลือดหัวใจ กับเทคนิคลดความเสี่ยง

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านไปอย่างไร้คุณภาพ โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่มีการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจ มีสถิติของจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในไทยกว่า 100,000 คนในทุกๆ ปี และเมื่อวิเคราะห์แล้วมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยสูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลการศึกษาของ Thai Registry in Acute Coronary Syndrome (TRACS) พบว่าปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น ล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำร้ายสุขภาพของตัวเองทั้งสิ้น ได้แก่

  • อยู่ในภาวะไขมันในเลือดสูง
  • อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
  • สูบบุหรี่
  • ความครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ลดเสี่ยงได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดปัจจัยเสี่ยงข้างต้นควรเริ่มต้นจากความตระหนักและสร้างการรับรู้ถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาผู้ป่วยจะเป็นไปในทางที่การรักษาด้วยการใช้ยา การรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดต่อเส้นเลือด ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะเส้นเลือดมีโอกาสกลับมาตีบได้อีก แต่ทั้งนี้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ร่วมไปกับการออกกำลังกายจึงจะช่วยให้โรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอยู่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยลงและช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

8 วิธีลดเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

  1. ผัก ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ แคนตาลูป
  2. ปลา ไก่ (ลอกหนังออก) เนื้อหมู เนื้อวัว (เนื้อสันไม่ติดมัน)
  3. ควบคุมปริมาณรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีไขมันสูง
  4. ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมจืดธรรมดา หากดื่มนมเปรี้ยว หรือรับประทานโยเกิร์ตควรเลือกที่มีไขมันต่ำ
  5. ประกอบอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ลวกปิ้ง ย่าง แทนการทอดหรือผัด
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  7. ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือสารอื่นที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย
  8. ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน

โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ วัยทำงานต้องระวัง

โรควัยทำงาน หลายโรคเป็นผลมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ที่ทั้งเคร่งเครียด และรีบเร่ง ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต่างก็เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อยิ่งป่วย ก็ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนอาจทำให้เกิดความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า โรคสุดฮิตที่ไม่น่านิยมของคนวัยทำงานนั้นมีโรคอะไรบ้าง และเราควรดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเหล่านี้

ออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome)
เมื่อพูดถึงอาการเจ็บป่วยของคนทำงาน หนึ่งในโรคที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นก็คือ ออฟฟิศซินโดรม ที่สร้างความทรมานให้แก่ชาวออฟฟิศจำนวนมาก เป็นอาการที่เกิดจากการต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนส่งผลให้เกิดโรค และอาการผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน และการมองเห็น เป็นต้น ซึ่งการป้องกันโรคนี้นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด แค่ลุกขึ้นมาผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 20 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากแล้ว

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD)
กรดไหลย้อนเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับคนวัยทำงานที่มีความเครียดสูง ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือทานอาหารอย่างเร่งรีบ รวมถึงการทานอาหารที่มากจนเกินไปอย่างบุฟเฟ่ต์ด้วย เมื่อกรดที่มีไว้สำหรับย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ และหลอดอาหาร จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาจอาเจียนเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทรมานอย่างมาก การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และทานอาหารให้ตรงเวลา สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากกรดไหลย้อนได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องนั่งทำงานติดโต๊ะนาน ๆ จนต้องกลั้นปัสสาวะอยู่เป็นประจำแล้วละก็ คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ปัสสาวะไม่สุด หรือการใส่กางเกงที่รัดรูปมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความอับชื้น จนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ และเกิดการอักเสบได้ง่าย ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และพยายามลุกไปปัสสาวะ อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยจนเกินไป

ไข้หวัด
แม้ว่าไข้หวัดอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวเท่ากับโรคอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่การไอ สั่งน้ำมูก สูดหายใจอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทำให้ทรมาน และลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ทั้งยังเป็นอาการเริ่มต้นของโรคจำนวนมากอีกด้วย และแม้ว่าสาเหตุหลักของไข้หวัดจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ปัจจัยหลักก็คือการที่คนวัยทำงานนั้น มักยุ่งอยู่กับการทำงาน จนละเลยการดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ และเป็นไข้หวัดได้ง่ายในที่สุด เราจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหมั่นออกกำลังกาย และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยเฉพาะในออฟฟิศที่มีการปรับอากาศให้เย็นจนเกินความพอดี

อาหารไม่ย่อย แสนทรมาน

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการ “อาหารไม่ย่อย” เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นในทั้งขณะที่เรากำลังทานอาหารหรือหลังทานอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการจะรู้สึกไม่สบายท้องตรงบริเวณยอดดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียด หรือมีอาการแสบร้อนกลางอก โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นและหายได้เอง วันนี้ Ged Good Life ก็มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกัน อาหารไม่ย่อย มาฝากกัน

  1. เลี่ยงได้จะดีมาก! อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสำเร็จรูป
  2. รับประทานอาหารให้ตรงเวลาในแต่ละมื้อ งดอาหารมื้อใหญ่ช่วงดึก
  3. ห้ามอิ่มปุ๊ปหลับปั๊ป! หลังทานอาหารควรรอย่อยก่อน 3 ชั่วโมงก่อน ค่อยเข้านอน
  4. ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบกิน อย่ากินปริมาณมากเกินไป เลือกทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
  5. งดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา
  6. เครียดให้น้อยลง ลองหากิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย เช่น ท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ทำสมาธิ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
  7. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เลี่ยงภาวะอ้วนลงพุง

เช็คตัวเองก่อนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารป้องกันการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค ด้านการพักผ่อน ด้านการออกกำลังกาย หรือด้านการทำงาน เป็นต้น

อะไรทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมองได้

1.อายุที่มากขึ้น เพราะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองมีมากขึ้นตามอายุ

2.โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

3.โรคเบาหวาน เพราะจะทำให้หลอดเลือดสมองแข็งตัว ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน

4.โรคไขมันในเลือดสูง เพราะระดับไขมันในเลือดที่สูงจะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและเกิดการตีบ

5.สูบบุหรี่เป็นประจำ

6.โรคหัวใจในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้มีลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงรองอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น

1.โรคอ้วน

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.การขาดการออกกำลังกาย

4.ความเครียด

5.ยาคุมกำเนิด

6.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

8.ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

9.นอนกรนร่วมกับการหยุดหายใจ

วัยรุ่น ลงพุง

โรคอ้วนนับเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในปัจจุบัน สาเหตุของโรคอ้วนเกิดจากความไม่สมดุลของการได้รับพลังงานจากการกินอาหารในแต่ละวัน กับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนที่สำคัญได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น อาหารมัน อาหารทอด อาหารกินด่วน เป็นต้น และการมีพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ออกกำลังกาย ปัญหาเรื่องโรคอ้วนในวัยรุ่นมีความสำคัญเนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ที่กระตุ้นให้กินอาหารมากขึ้น

ในยุคปัจจุบัน เมื่อวัยรุ่นสามารถ เข้าถึงอาหารกินด่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้พบโรคอ้วนในวัยรุ่นมากขึ้น หากไม่ได้รับคำแนะนำและการดูแลที่ถูกต้อง วัยรุ่นที่อ้วนเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนและมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประชากรไทย

วัยรุ่นเป็นวัยรักสวยรักงาม จึงมีวัยรุ่นที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือ โรคอ้วนบางส่วนบริโภคยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิดเพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนัก แต่พบปัญหาคือเมื่อหยุดบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ กลับมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า อาการโยโย่

ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ถูกนำมาใช้ในการควบคุมน้ำหนักมีหลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้น้ำหนักไม่ขึ้น แม้กินอาหารมากแต่ไม่ออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฟเบอร์ที่ให้กินก่อนอาหารเพื่อให้อิ่ม ผลิตภัณฑ์ที่ลดการ ดูดซึมไขมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ในวัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนอาจมีภาวะแทรกซ้อนของระบบอวัยวะต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันเกาะตับ ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ เป็นต้น ดังนั้น วัยรุ่นที่มีโรคอ้วนควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ เพื่อรับคำแนะนำและรักษาอย่างถูกต้อง วัยรุ่นที่เป็นโรคอ้วน แนะนำให้กินอาหารครบ 3 มื้อ แต่หลีกเลี่ยงอาหารมัน เค็ม อาหารที่มีพลังงานสูงต่าง ๆ ให้ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว แป้ง เป็นต้น แต่เพิ่มการกินผักใบเขียวและผลไม้ หลีกเลี่ยงขนมจุบจิบ เครื่องดื่มรสหวาน และเพิ่มกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

การป้องกันโรคอ้วนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ทารกแรกเกิดควรได้รับนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยที่เหมาะสมจนถึงอายุ 2 ขวบ หรือมาก กว่า เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทารก และทำให้ทารกไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน พบว่าทารกที่ได้รับนมแม่จะมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวานน้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผง เมื่อถึงวัยเริ่มกินอาหาร ควรให้ทารกได้รับอาหารรสธรรมชาติ ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่มันจนเกินไป ฝึกให้เด็กกินผักผลไม้จนเป็นนิสัย หลีกเลี่ยงขนมที่มีไขมันสูง ขนมหวาน เครื่องดื่มรสหวาน การกินขนมจุบจิบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ เช่น การดูโทรทัศน์ เล่นเกม เป็นต้น แต่ควรส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกิจกรรมต่าง ๆ และเคลื่อนไหวตามวัย ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ เป็นการปลูกฝังสุขลักษณะนิสัยที่ดีตั้งแต่เล็ก เพื่อให้ เด็ก ๆ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี

ปัญหาหัวไหล่ ข้อไหล่ติด รักษาได้

ข้อไหล่ติด อีกหนึ่งอาการป่วยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้ไม่ใช่โรคร้ายที่รุนแรง แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการหยิบจับวัตถุที่ต้องยกไหล่ การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร หรือการใส่เสื้อผ้า แต่สามารถรักษาให้หายได้ หากปฏิบัติถูกวิธี หรือได้รับการรักษาที่เหมาะสม ครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อไหล่ติดในเรื่องของอาการแต่ละระยะ การรักษา การปฏิบัติตน รวมถึงปัจจัยเสี่ยง

ข้อไหล่ติด อาการเป็นอย่างไร?

เป็นอาการที่ไม่สามารถยกแขนได้สุด หากยกแขนจนถึงระดับเกือบเต็มที่จะรู้สึกปวด โดยอาการข้อไหล่ติดจะเกิดทุกทิศทางในการเคลื่อนไหว ทั้งไปข้างหน้า ด้านข้าง หรือข้างหลัง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อไหล่ติด แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะปวด โดยจะมีอาการปวดมาก แม้ยกไหล่เพียงนิดเดียว ในระยะนี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 2-9 เดือน
  • ระยะข้อไหล่ติด โดยจะมีพิสัยการเคลื่อนไหวข้อไหล่ลดลง มักจะมีอาการปวดตึงไหล่เมื่อขยับไหล่ใกล้สุด ทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้งาน เช่น การรับประทานอาหาร อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า โดยผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ในระยะนี้นานแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ 2 เดือนไปจนถึง 1 ปีครึ่ง
  • ระยะฟื้นคืนตัว เมื่อผ่านระยะติดมาแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นคืนตัว โดยธรรมชาติจะรักษาตัวเอง อาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 ปี

หลักการรักษาข้อไหล่ติด

  • ให้ยาลดปวด อาจเป็นยากินหรือยาชนิดฉีด
  • กายภาพบำบัด ผู้ป่วยต้องทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ระยะแรกที่มีอาการจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี
  • ผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รักษาด้วยการใช้ยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัดแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
  • การออกกำลังกาย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อไหล่ติด

  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความอ้วน โรคไทรอยด์
  • ผู้ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น ผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น
  • เคยประสบอุบัติเหตุที่ข้อไหล่ มีภาวะเส้นเอ็นบริเวณไหล่ฉีกขาด