โรคหลอดเลือดหัวใจ กับเทคนิคลดความเสี่ยง

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านไปอย่างไร้คุณภาพ โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่มีการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจ มีสถิติของจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในไทยกว่า 100,000 คนในทุกๆ ปี และเมื่อวิเคราะห์แล้วมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยสูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลการศึกษาของ Thai Registry in Acute Coronary Syndrome (TRACS) พบว่าปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น ล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำร้ายสุขภาพของตัวเองทั้งสิ้น ได้แก่

  • อยู่ในภาวะไขมันในเลือดสูง
  • อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
  • สูบบุหรี่
  • ความครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ลดเสี่ยงได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดปัจจัยเสี่ยงข้างต้นควรเริ่มต้นจากความตระหนักและสร้างการรับรู้ถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาผู้ป่วยจะเป็นไปในทางที่การรักษาด้วยการใช้ยา การรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดต่อเส้นเลือด ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะเส้นเลือดมีโอกาสกลับมาตีบได้อีก แต่ทั้งนี้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ร่วมไปกับการออกกำลังกายจึงจะช่วยให้โรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอยู่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยลงและช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

8 วิธีลดเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

  1. ผัก ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ แคนตาลูป
  2. ปลา ไก่ (ลอกหนังออก) เนื้อหมู เนื้อวัว (เนื้อสันไม่ติดมัน)
  3. ควบคุมปริมาณรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีไขมันสูง
  4. ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมจืดธรรมดา หากดื่มนมเปรี้ยว หรือรับประทานโยเกิร์ตควรเลือกที่มีไขมันต่ำ
  5. ประกอบอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ลวกปิ้ง ย่าง แทนการทอดหรือผัด
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  7. ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือสารอื่นที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย
  8. ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน

โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ วัยทำงานต้องระวัง

โรควัยทำงาน หลายโรคเป็นผลมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ที่ทั้งเคร่งเครียด และรีบเร่ง ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต่างก็เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อยิ่งป่วย ก็ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนอาจทำให้เกิดความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า โรคสุดฮิตที่ไม่น่านิยมของคนวัยทำงานนั้นมีโรคอะไรบ้าง และเราควรดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเหล่านี้

ออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome)
เมื่อพูดถึงอาการเจ็บป่วยของคนทำงาน หนึ่งในโรคที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นก็คือ ออฟฟิศซินโดรม ที่สร้างความทรมานให้แก่ชาวออฟฟิศจำนวนมาก เป็นอาการที่เกิดจากการต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนส่งผลให้เกิดโรค และอาการผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน และการมองเห็น เป็นต้น ซึ่งการป้องกันโรคนี้นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด แค่ลุกขึ้นมาผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 20 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากแล้ว

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD)
กรดไหลย้อนเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับคนวัยทำงานที่มีความเครียดสูง ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือทานอาหารอย่างเร่งรีบ รวมถึงการทานอาหารที่มากจนเกินไปอย่างบุฟเฟ่ต์ด้วย เมื่อกรดที่มีไว้สำหรับย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ และหลอดอาหาร จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาจอาเจียนเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทรมานอย่างมาก การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และทานอาหารให้ตรงเวลา สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากกรดไหลย้อนได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องนั่งทำงานติดโต๊ะนาน ๆ จนต้องกลั้นปัสสาวะอยู่เป็นประจำแล้วละก็ คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ปัสสาวะไม่สุด หรือการใส่กางเกงที่รัดรูปมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความอับชื้น จนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ และเกิดการอักเสบได้ง่าย ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และพยายามลุกไปปัสสาวะ อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยจนเกินไป

ไข้หวัด
แม้ว่าไข้หวัดอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวเท่ากับโรคอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่การไอ สั่งน้ำมูก สูดหายใจอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทำให้ทรมาน และลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ทั้งยังเป็นอาการเริ่มต้นของโรคจำนวนมากอีกด้วย และแม้ว่าสาเหตุหลักของไข้หวัดจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ปัจจัยหลักก็คือการที่คนวัยทำงานนั้น มักยุ่งอยู่กับการทำงาน จนละเลยการดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ และเป็นไข้หวัดได้ง่ายในที่สุด เราจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหมั่นออกกำลังกาย และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยเฉพาะในออฟฟิศที่มีการปรับอากาศให้เย็นจนเกินความพอดี

อาหารไม่ย่อย แสนทรมาน

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการ “อาหารไม่ย่อย” เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นในทั้งขณะที่เรากำลังทานอาหารหรือหลังทานอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการจะรู้สึกไม่สบายท้องตรงบริเวณยอดดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียด หรือมีอาการแสบร้อนกลางอก โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นและหายได้เอง วันนี้ Ged Good Life ก็มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกัน อาหารไม่ย่อย มาฝากกัน

  1. เลี่ยงได้จะดีมาก! อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสำเร็จรูป
  2. รับประทานอาหารให้ตรงเวลาในแต่ละมื้อ งดอาหารมื้อใหญ่ช่วงดึก
  3. ห้ามอิ่มปุ๊ปหลับปั๊ป! หลังทานอาหารควรรอย่อยก่อน 3 ชั่วโมงก่อน ค่อยเข้านอน
  4. ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบกิน อย่ากินปริมาณมากเกินไป เลือกทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
  5. งดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา
  6. เครียดให้น้อยลง ลองหากิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย เช่น ท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ทำสมาธิ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
  7. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เลี่ยงภาวะอ้วนลงพุง

เช็คตัวเองก่อนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารป้องกันการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค ด้านการพักผ่อน ด้านการออกกำลังกาย หรือด้านการทำงาน เป็นต้น

อะไรทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมองได้

1.อายุที่มากขึ้น เพราะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองมีมากขึ้นตามอายุ

2.โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

3.โรคเบาหวาน เพราะจะทำให้หลอดเลือดสมองแข็งตัว ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน

4.โรคไขมันในเลือดสูง เพราะระดับไขมันในเลือดที่สูงจะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและเกิดการตีบ

5.สูบบุหรี่เป็นประจำ

6.โรคหัวใจในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้มีลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงรองอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น

1.โรคอ้วน

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.การขาดการออกกำลังกาย

4.ความเครียด

5.ยาคุมกำเนิด

6.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

8.ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

9.นอนกรนร่วมกับการหยุดหายใจ

วัยรุ่น ลงพุง

โรคอ้วนนับเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในปัจจุบัน สาเหตุของโรคอ้วนเกิดจากความไม่สมดุลของการได้รับพลังงานจากการกินอาหารในแต่ละวัน กับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนที่สำคัญได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น อาหารมัน อาหารทอด อาหารกินด่วน เป็นต้น และการมีพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ออกกำลังกาย ปัญหาเรื่องโรคอ้วนในวัยรุ่นมีความสำคัญเนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ที่กระตุ้นให้กินอาหารมากขึ้น

ในยุคปัจจุบัน เมื่อวัยรุ่นสามารถ เข้าถึงอาหารกินด่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้พบโรคอ้วนในวัยรุ่นมากขึ้น หากไม่ได้รับคำแนะนำและการดูแลที่ถูกต้อง วัยรุ่นที่อ้วนเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนและมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประชากรไทย

วัยรุ่นเป็นวัยรักสวยรักงาม จึงมีวัยรุ่นที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือ โรคอ้วนบางส่วนบริโภคยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิดเพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนัก แต่พบปัญหาคือเมื่อหยุดบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ กลับมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า อาการโยโย่

ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ถูกนำมาใช้ในการควบคุมน้ำหนักมีหลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้น้ำหนักไม่ขึ้น แม้กินอาหารมากแต่ไม่ออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฟเบอร์ที่ให้กินก่อนอาหารเพื่อให้อิ่ม ผลิตภัณฑ์ที่ลดการ ดูดซึมไขมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ในวัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนอาจมีภาวะแทรกซ้อนของระบบอวัยวะต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันเกาะตับ ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ เป็นต้น ดังนั้น วัยรุ่นที่มีโรคอ้วนควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ เพื่อรับคำแนะนำและรักษาอย่างถูกต้อง วัยรุ่นที่เป็นโรคอ้วน แนะนำให้กินอาหารครบ 3 มื้อ แต่หลีกเลี่ยงอาหารมัน เค็ม อาหารที่มีพลังงานสูงต่าง ๆ ให้ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว แป้ง เป็นต้น แต่เพิ่มการกินผักใบเขียวและผลไม้ หลีกเลี่ยงขนมจุบจิบ เครื่องดื่มรสหวาน และเพิ่มกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

การป้องกันโรคอ้วนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ทารกแรกเกิดควรได้รับนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยที่เหมาะสมจนถึงอายุ 2 ขวบ หรือมาก กว่า เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทารก และทำให้ทารกไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน พบว่าทารกที่ได้รับนมแม่จะมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวานน้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผง เมื่อถึงวัยเริ่มกินอาหาร ควรให้ทารกได้รับอาหารรสธรรมชาติ ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่มันจนเกินไป ฝึกให้เด็กกินผักผลไม้จนเป็นนิสัย หลีกเลี่ยงขนมที่มีไขมันสูง ขนมหวาน เครื่องดื่มรสหวาน การกินขนมจุบจิบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ เช่น การดูโทรทัศน์ เล่นเกม เป็นต้น แต่ควรส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกิจกรรมต่าง ๆ และเคลื่อนไหวตามวัย ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ เป็นการปลูกฝังสุขลักษณะนิสัยที่ดีตั้งแต่เล็ก เพื่อให้ เด็ก ๆ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี

ปัญหาหัวไหล่ ข้อไหล่ติด รักษาได้

ข้อไหล่ติด อีกหนึ่งอาการป่วยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้ไม่ใช่โรคร้ายที่รุนแรง แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการหยิบจับวัตถุที่ต้องยกไหล่ การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร หรือการใส่เสื้อผ้า แต่สามารถรักษาให้หายได้ หากปฏิบัติถูกวิธี หรือได้รับการรักษาที่เหมาะสม ครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อไหล่ติดในเรื่องของอาการแต่ละระยะ การรักษา การปฏิบัติตน รวมถึงปัจจัยเสี่ยง

ข้อไหล่ติด อาการเป็นอย่างไร?

เป็นอาการที่ไม่สามารถยกแขนได้สุด หากยกแขนจนถึงระดับเกือบเต็มที่จะรู้สึกปวด โดยอาการข้อไหล่ติดจะเกิดทุกทิศทางในการเคลื่อนไหว ทั้งไปข้างหน้า ด้านข้าง หรือข้างหลัง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อไหล่ติด แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะปวด โดยจะมีอาการปวดมาก แม้ยกไหล่เพียงนิดเดียว ในระยะนี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 2-9 เดือน
  • ระยะข้อไหล่ติด โดยจะมีพิสัยการเคลื่อนไหวข้อไหล่ลดลง มักจะมีอาการปวดตึงไหล่เมื่อขยับไหล่ใกล้สุด ทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้งาน เช่น การรับประทานอาหาร อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า โดยผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ในระยะนี้นานแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ 2 เดือนไปจนถึง 1 ปีครึ่ง
  • ระยะฟื้นคืนตัว เมื่อผ่านระยะติดมาแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นคืนตัว โดยธรรมชาติจะรักษาตัวเอง อาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 ปี

หลักการรักษาข้อไหล่ติด

  • ให้ยาลดปวด อาจเป็นยากินหรือยาชนิดฉีด
  • กายภาพบำบัด ผู้ป่วยต้องทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ระยะแรกที่มีอาการจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี
  • ผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รักษาด้วยการใช้ยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัดแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
  • การออกกำลังกาย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อไหล่ติด

  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความอ้วน โรคไทรอยด์
  • ผู้ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น ผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น
  • เคยประสบอุบัติเหตุที่ข้อไหล่ มีภาวะเส้นเอ็นบริเวณไหล่ฉีกขาด