สารต้านอนุมูลอิสระ มีไว้ทำไมกันนะ

สารต้านอนุมูลอิสระ เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับเจ้าคำว่า สารต้านอนุมูลอิสระ กันมาบ้างใช่ไหมคะ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นี้ มีสารต้านอิสระ ช่วยอย่างนั้น อย่างนี้ ดีต่อสุขภาพ อาจจะเคยได้ยินมาว่า เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว อาหารเสริม หรือแม้แต่อาหารต่างๆ ว่าด้วยประโยชน์ต่างๆ ที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ลดการอักเสบ และประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ แต่มีใครเคยสงสารไหมว่า ต้านอนุมูลอิสระ แล้วมันต้านยังไง มีกระบวนการอย่างไร เราลองไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

อนุมูลอิสระ คืออะไร?
อนุมูลอิสระ หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Free Radicals หมายถึง โมเลกุล หรืออะตอมที่ไม่เสถียร เนื่องจากการขาด อิเล็กตรอน ที่อยู่รอบนอกสุดของอะตอม แต่อนุมูลอิสระนี้ จะมีช่วงชีวิตที่สั้นเพียงไม่กี่วินาที แต่มันสร้างความเสียหายได้ถึงระดับของ DNA เลยทีเดียว โดยมันจะเข้าไปแย่งจับอิเล็กตรอน ที่เซลล์ในร่างกายจำเป็นต้องใช้ ที่เรียกว่า ภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (oxidative stress) ทำให้โมเลกุลของร่างกายไม่เสถียร เกิดความเสียหาย นำไปสู่การเกิดโรคและริ้วรอยบนร่างกาย และที่หน้ากลัว คือ อาจเกิดการกลายพันธุ์ จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในภายหลัง เจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจึงมักนิยมทำผลิตภัณฑ์แล้วผสมสารต้านอนุมูลอิสระ จะต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยทำให้โมเลกุลที่ไม่เสถียรนี้มีความเป็นกลาง และช่วยปกป้องร่างกายจากการเสื่อมโทรมของเซลล์เหล่านี้

อนุมูลอิสระได้มาจากไหน?
โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะมีการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระอยู่แล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการเผาผลาญพลังงานตามปกติของร่างกาย แต่อาจไม่เพียงพอ หากไลฟ์สไตล์ ทำร้ายสุขภาพ ซึ่งอาจมีผลต่อการเสื่อมสลายของสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้นภายในร่างกายเกิดขึ้นมากมาย

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ
• มลภาวะทางอากาศ

• การสูบบุหรี่

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

• อาหารทอด

• การอักเสบ

• การฉายรังสี

• ยาและสารเคมีบางชนิด

• ไวรัสบางชนิด

อนุมูลอิสระทำให้เกิดโรคมะเร็งได้จริงหรือ?
โรคมะเร็ง มักจะเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกาย ที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างไม่สามารถควบคุมได้ของเซลล์ อนุมูลอิสระนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ DNA และส่งผลให้เกิดยีนที่สร้างโปรตีนที่ไม่สามารถใช้งานได้ขึ้นมา หลังจากนั้นร่างกายก็จะเกิดการสร้างยีนที่ทำหน้าที่ในการซ่อมแซม DNA ที่เสียหายเกินกว่าจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้จากกระบวนการการตายของเซลล์ ยีนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์ จนอาจนำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

เราสามารถปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ก็คือสารต้านอนุมูลอิสระที่เราสามารถพบได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในอาหาร เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริมต่างๆ สารต้านอนุมูลอิสระนี้ก็คือโมเลกุลชนิดหนึ่ง ที่สามารถช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระภายในร่างกาย และช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากอนุมูลอิสระได้

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ชนิดต่างๆ ได้แก่
• วิตามินซี

• วิตามินเอ

• ซีลีเนียม

• เบตาแคโรทีน

• ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)

• โอเมก้า 3

• ไลโคปีน (Lycopene)
สารเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วไปตามอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่ว และธัญพืชต่างๆ เช่น ในมะเขือเทศก็มีสารไลโคปีนสูง หรือในแครอทก็มีสารเบตาแคโรทีนสูง เป็นต้น

Health มะเร็งหายได้นะ หนึ่งในข้อดีของการเลิกบุหรี่

ใครจะรู้ว่าเซลล์มะเร็งนั้นหายไปได้ จะเรียกว่าหายก็ไม่ถูก แต่มันจะค่อยๆฝ่อไปได้จริงๆ ถ้าเกิดว่าหยุดบุหรี่ได้นานพอ แล้วการหยุดบุหรี่นานๆนั้นจะทำได้ยังไง เรื่องนี้ก็ค่อยไปหาวิธีดูเอาเองว่าทำยังไงถึงจะหาหยุดได้นาน แต่นานขนาดที่เซลล์มะเร็งฝ่อไปได้นั้น

จะต้องเลิกบุหรี่เป็นปริดทิ้งเลยล่ะ เป็นเวลานานถึงสิบปี ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อการเลิกสูบบุหรี่ น่าแปลกนะที่คนที่สูบบุหรี่กลับสามารถทำให้มะเร็งฝ่อไปได้ นั้นก็เพราะร่างกายที่เคยเป็นคนแข็งแรงยังไงล่ะ ต่างจากคนที่เกิดมาอ่อนแอ อยู่ดีๆก็เป็นแล้วท่าทางจะไม่มีวันฝ่อได้อย่างคนที่สูบ บุหรี่ไฟฟ้า ช่างเป็นความไม่ยุติธรรมเอาซะเลยนะ

ถึงอย่างไรทุกวันนี้คนเลิกบุหรี่สำเร็จก็มีหลายต่อหลายคน ถ้าทนได้ถึงสิบปีก็แทบจะไม่มีเรื่องโรคมะเร็งมากวนใจแล้วล่ะ ใครๆก็อยากจจะห่างไกลจากการเป็นมะเร็งทั้งนั้น ใครๆก็เกลียดเจ้าโรคนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สื่อของโลกใบนี้ ทั้งในข่าวและหน้าหนังต่างๆ ต่างเอามะเร็งมาเป็นประเด็ดความตายอยู่เสมอ ซึ่งนั้นยิ่งทำให้คนทุกคนกลัวที่จะเป็นโรคนี้หนักเข้าไปอีก

ทุกวันนี้ถึงแม้วว่าจะรู้ว่าบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญแต่ ก็ยังทำกัน คนเราไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดในอนาคตเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นหรือไม่เป็นแล้วด้วย คนเราก็พร้อมจะเสี่ยงดวง แล้วทุกคนก็ลืมมันไปสิ้น แล้วพร้อมที่จะสูบต่อไป แต่นั้นก็ช่วยไม่ได้ คนเรานั้นหายจากสิ่งนี้ได้จริงๆ ถ้าต้องการจะทำ การเลิกบุหรี่ให้ได้เพียงแค่ข้อเดียว แต่ระหว่างทางจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการเพื่อให้มันจบไป

การที่เลิกสูบบุหรี่ตอนที่ยังสะสมสารหรือเขม่าต่างๆที่ทำให้เป็นมะเร็งได้ยังไม่มากพอนั้น จะทำให้สารหรือเขม่าเหล่านั้นยังส่งผลกับเซลลมะเร็งได้ช้ากว่า แล้วถ้าเลิกภายในสิบปีแล้วยังไม่เป็นมะเร็ง ก็แทบเรียได้ว่ามันฝ่อไปหมดแล้ว แล้วมันก็จะเริ่มไม่ทำให้เป็นมะเร็งได้อีกเลย

เพราะฉะนั้นก็ต้องเสี่ยงดวงกันหน่อยละว่า ทำยังไงให้คนเราทั้งประเทศเข้าใจในข้อนี้แล้วเลิกมันได้กันล่ะ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องลำบาก เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนต้องเลือกที่จะทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้นแหละ เมื่อวันหนึ่งแล้วโรคนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ก็จะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองเท่านั้น คงต้องใช้ชีวิตอีกนานกับความเข้าใจเหล่านั้นซะใหม่ เพื่อชีวิตของตัวเองด้วยนะ

โรคเอดส์ และการป้องกัน

  จากข่าวดังที่เกิดขึ้นกรณีของคุณพีทคนเลือดบวก ทำให้ตอนนี้กระแสสังคมมีการออกมาพูดถึงของเรื่องการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์กันมากยิ่งขึ้น แต่เราเชื่อว่ายังมีคนกลุ่มใหญ่ที่อาจจะไม่เข้าใจถึงเรื่องพวกนี้กันมากนัก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและแสดงความรู้สึกกังวลเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ดังนั้นเราควรมาศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังป้องกันตัวเราเองได้อย่างถูกต้อง

         โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่อยู่ในของเหลวหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยได้แก่ เลือด อสุจิ ช่องคลอด และทวารหนัก โดยเชื้อไวรัสเอชไอวีนี้เมื่อเราได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงจนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคได้ ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมเชื้อไม่ให้แพร่กระจายได้ โดยการการกินยาต้านไวรัส 

         สาเหตุที่ทำให้เราติดเชื้อเอชไอวี ที่พบบ่อยที่สุดก็คือ เกิดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกันโดยที่คู่นอนของเราเป็นผู้แพร่เชื้อให้  การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี การสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อโดยตรง สาเหตุที่พบได้น้อย ที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คือการจูบกันแบบใช้ปากให้จำไว้ว่าเชื้อเอชไอวีนั้นไม่สามารถติดต่อกันผ่านทางน้ำลายได้ ยกเว้นว่ากรณีที่ทั้งคู่มีแผลในบริเวณปากหรือมีเลือดออกตามไรฟัน  

       หากบุคคลที่คุณรู้จักเค้ามีการติดเชื้อเอชไอวี ให้คุณอย่าได้ความแสดงรังเกียจหรือรู้สึกกังวลใจไปให้ทำตัวปกติเหมือนเค้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคม เพราะเชื้อเอชไอวีไม่สามารถติดมาที่เราได้ ถ้าเราไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงตามที่ได้กล่าวไว้ การกอดการสัมผัสจับมือผู้ป่วย หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย แม้แต่การยืนใกล้ๆแล้วหายใจร่วมกันเชื้อเอชไอวีก็ไม่แพร่มาติดเราได้   โรคเอดส์เราสามารถป้องกันได้

โดยที่คุณจะต้องมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะการไปสักร่างกายให้สังเกตด้วยว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในร้านนั้นต้องสะอาด โดยเฉพาะเข็มสักต้องเป็นอันใหม่ไม่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และหากถ้าคุณเป็นกลุ่มที่เสี่ยง ต่อการรับเชื้อแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดและรับยาต้านไวรัส

      หากคุณเป็นผู้ติดเชื้อที่เข้ามาอ่านเราขอส่งกำลังใจให้คุณต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ปฎิบัติด้วยให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อจะมีชีวิตอยู่บนใบโลกนี้อย่างยืนยาว และขอร้องให้คุณอย่าได้ไปแพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่นๆอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

วิธีตรวจเช็คน้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม

น้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งปลอม???

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้บ้านเราไปเลี้ยงเพลพระที่วัดร่องแซงกันมา ก่อนกลับท่านเจ้าอาวาสได้นำน้ำผึ้งที่บรรจุใส่ขวดเล็กๆมาแจกเป็นของที่ระลึกให้โยมนำกลับไปใช้ที่บ้าน ท่านว่าให้เอาน้ำผึ้งผสมใส่ในน้ำอุ่นดื่มหรือจะบีบน้ำมะนาวลงไปด้วยเล็กน้อยก็ได้ จะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ใครที่ชอบไอและเจ็บคออาการก็จะดีขึ้น

แต่เราเคยได้ยินมาว่าสมัยนี้น้ำผึ้งปลอมมีเยอะ ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำผึ้งที่ได้มามันเป็นของแท้หรือของปลอม เรามีวิธีทดสอบตามนี้คะ

1.วิธีการหยดลงในน้ำ เตรียมน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในแก้ว จากนั้นให้เราหยดน้ำผึ้งลงไป เราสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้หยดของน้ำผึ้งจะตกไปที่ก้นแก้วเป็นก้อ เป็นก้อนก้อน นๆก่อน เมื่อเราทำการคนน้ำผึ้งจะสลายตัวได้ช้ามาก ถึงขนาดต้องออกแรงคนและใช้เวลาอยู่นานน้ำผึ้งถึงจะเริ่มแตกตัว ส่วนน้ำผึ้งปลอมเราจะเห็นว่าพอเราหยดลงไปปุ๊บมันก็จะสลายตัวไปกับน้ำทันที โดยแทบจะไม่ต้องออกแรงคนใดๆเลย

2.วิธีหยดลงไปหลังช้อน อันนี้สังเกตได้ง่ายมากคือถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้พอหยดไปที่หลังช้อน น้ำผึ้งจะจับตัวเป็นก้อนมีลักษณะหนืดๆ แล้วจึงค่อยไหลลงไปช้าๆออกจากหลังช้อน ส่วนน้ำผึ้งปลอมนั้นหลังจากหยดลงไปที่หลังช้อน มันจะไหลออกจากหลังช้อนอย่างรวดเร็วทันที

3.วิธีจุดไฟเผา ให้เราเตรียมอุปกรณ์สำคัญก็คือกระดาษทิชชู ให้เอากระดาษทิชชู่มาม้วนให้เป็นแท่งยาวๆจากนั้นนำกระดาษทิชชู่ไปจุ่มในถ้วยของน้ำผึ้ง ทิ้งไว้สักพักให้เราเอากระดาษทิชชูด้านที่จุ่มกับน้ำผึ้งไปติดไฟ จะเห็นได้ว่ากระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งแท้จุดไฟติดลุกสว่างโชติช่วงเลย ส่วนกระดาษทิชชูที่จุ่มน้ำผึ้งปลอมไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น 

4.วิธีจุ่มลงขนมปัง ให้เรานำขนมปังออกมาหนึ่งแผ่นแล้วตัดครึ่งเตรียมไว้ นำขนมปังที่ตัดไว้มาจุ่มลงไปในถ้วยของน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยพร้อมๆกันทิ้งไว้ประมาณ 10 ถึง 15 นาที จะเห็นได้ว่าในถ้วยของน้ำผึ้งแท้ขนมปังจะไม่ดูดซับน้ำผึ้งขึ้นไปเลย ตัวน้ำผึ้งยังจับอยู่ที่ด้านปลายของขนมปัง ส่วนถ้วยของน้ำผึ้งปลอมขนมปังที่จุ่มไว้ได้ดูดเอาน้ำผึ้งขึ้นมาจนเกือบถึงครึ่งแผ่นไปแล้ว

5.วิธีแช่ในตู้เย็น ให้เราเอาถ้วยน้ำผึ้งทั้งสองถ้วยไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น พอเช้าเปิดดูจะเห็นว่าถ้วยที่ใส่น้ำผึ้งแท้จะมีการตกผลึกเป็นเกล็ดเล็กๆอยู่เต็มๆไปหมด ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ชุดตรวจ hiv

การดูแลลำไส้เล็ก


การดูแลลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กมีความจำเป็นไม่แพ้ลำไส้ใหญ่เช่นเดียวกันนะคะ โดยลำไส้เล็กจะมีความยาวราว 9-10 เมตร ยาวกว่าลำไส้ใหญ่ตั้งมากมาย โดยลำไส้เล็กจะอยู่รอบๆส่วนท้ายของฝาผนังท้อง มีเยื่อของชั้นมิวโคชายื่นออกมาที่ฝาผนังข้างใน เรียกว่า วิลไล รวมทั้งมีขนขนาดเล็ก เรียกว่า ไมโครวิลไล อยู่เยอะมากๆ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับในการดูดซับของกิน โดยวิลไลแต่ละอันจะมีเซลล์เอพิทีเลียม ปกคลุมอยู่ ซึ่งเซลล์พวกนี้ปฏิบัติหน้าที่ผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีให้กับลำไส้เล็ก

หน้าที่สำคัญๆ รวมทั้งสำคัญมากๆ ของลำไส้เล็ก เป็นการย่อยของอาหาร รวมทั้งการดูดซึมสารอาหารสูงที่สุดภายในร่างกาย โดยกระบวนการย่อยเชิงกลที่เกิดขึ้นมาจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อวงกลมของผนังสำไส้เล็ก โดยลำไส้เล็กมีบทบาทสำหรับในการผลิตน้ำย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน โดยหน้าที่สำหรับการย่อยคาร์โบไฮเดรตนั้นจะย่อยด้วยน้ำย่อย อะไม่เลส ให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก ซึ่งสามารถดูดซับผ่านไปสู่เส้นเลือดฝอยของวิลไลได้ ส่วนสำหรับการย่อยโปรตีนจะย่อยด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทริปซิน แล้วก็คาร์บอกซิพอลิเพปทิเดส ให้แปลงเป็นเพปไทด์ขนาดเล็กรวมทั้งเป็นกรดอะมิโน แล้วจะถูกซึมซับไปสู่เส้นเลือดฝอย การย่อยไขมัน ลำไส้เล็กจะปฏิบัติภารกิจย่อยไขมัน โดยเมื่อไขมันไปสู่ลำไส้เล็กจะถูกอิมัลซิไฟด้วยเกลือของน้ำดี แล้วก็จะถูกย่อยสลายจนกลายเป็นกรดไขมัน แล้วหลังจากนั้นจะถูกลำเลียงผ่านทางท่อน้ำเหลืองไปสู่กระแสโลหิต

ในช่วงที่ลำไส้เล็กจะดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมรวมทั้งมีคุณภาพเป็นช่วงเวลา 13.00-15.00 น. โดยในตอนนี้คุณควรจะงดเว้นทานอาหารทุกหมวดหมู่ เพื่อลำไส้เล็กสามารถซับของกินสำหรับใช้สำหรับเพื่อการสร้างกรดอะมิโนที่สำคัญต่อสุขภาพได้มากที่สุด สำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็กมากยิ่งกว่าคุณหนุ่มๆก็เนื่องจากว่า ลำไส้เล็กที่ยาวกว่านั่นเองทำให้อาจมีของกินหลงเหลืออยู่ในลำไส้เล็กมากยิ่งกว่า

สำหรับคนที่มีปัญหาหัวข้อการปฏิบัติงานของลำไส้เล็ก ชี้แนะให้ท่านควรรับประทานอาหารประเภทผักแล้วก็ผลไม้ให้มากๆ เข้าไว้ รับประทานอาหารชนิดเนื้อสัตว์แล้วก็ของผัดๆ ทอดๆ ให้ลดลง เนื่องจากว่าสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำมันมีเพียงแต่วิตามิน เอ ดี อี แล้วก็เค นอกนั้นเป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งเมื่อไปพบกับคราบน้ำมันที่เกาะตามผนังลำไส้ ทำให้ไม่อาจจะละลายได้ กลายเป็นว่านำไปสู่โรคต่างๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ได้ง่ายด้วย

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม

ป่วย “เบาหวาน”ถอนฟันได้ไหม
เบาหวาน (Diabetes) เป็นสภาวะที่ระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตสูงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เรียกว่า เป็นโรคเรื้อรังที่ประชากรประเทศไทยเป็นกันจำนวนมาก เบาหวานจะมีลักษณะอาการเนื่องจากการที่ร่างกายไม่อาจจะใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะควร หรือใช้ไม่หมด ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้อำนาจบังคับของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งคนที่เป็นโรคโรคเบาหวานร่างกายไม่อาจจะนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ ผลที่ได้ คือ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น ในระยะยาวจะส่งผลสำหรับในการทำลายเส้นเลือด ถ้าหากว่ามิได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะควร ถูกต้องถูกวิธี บางทีอาจทำให้เกิดโรคเข้าแทรก หรือโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ความเปลี่ยนไปจากปกติของฮอร์โมนอินซูลิน บางทีอาจเป็นเพราะว่าตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่พอ หรือมีการกีดกั้นการจับอินซูลินในอวัยวะต่างๆ ทำให้มีความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน นำไปสู่ความเปลี่ยนไปจากปกติของผนังเส้นเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต และเรตินา

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีปัญหาในการติดเชื้อ เมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายช้า เรียกว่าเป็นแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน (Diabetic ulcer) ลองคิดภาพง่ายๆ คือ เลือดมีน้ำตาลมากมาย แผลก็หวาน เชื้อโรคถูกใจน้ำตาล (น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอด น้ำตาลในเลือดเยอะแยะ เลือดก็เหนียวหนืด ไปเลี้ยงแผลยาก ออกซิเจนก็น้อย เม็ดเลือดขาวไปทำลายเชื้อโรคยาก ก็เลยกลายเป็นแผลเรื้อรังไม่หายสักที

คำถามที่ว่าผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานอยากจะทำการถอนฟัน

ถ้าเกิดควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้ “แผลถอนฟันจะหายช้า” ด้วยเหตุนั้น จะต้องมานะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี มิฉะนั้นเวลาปวดฟันแลัวไปพบหมอฟัน หมอฟันก็ไม่สามารถที่จะถอนฟันให้ได้ ด้วยเหตุว่ามีการเสี่ยงกับการที่แผลจะไม่หาย หรือขยาย จำต้องทานยาพารา ยาปฏิชีวนะไปเรื่อยซึ่งการทานยาพาราและก็ยาปฏิชีวนะไปนานๆก็จะส่งผลทำให้ร่างกายมีการดื้อยา ตับ ไต ทำงานหนักมากอีกด้วย การป้องกันการเกิดภาวการณ์โรคเบาหวาน คือ ระวังไม่ให้น้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินค่าธรรมดา ด้วยการลดความหวาน หมายความว่า งดเว้นกินน้ำตาลนั่นแหละ โดยหันมากินน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ กินอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยจะยิ่งดีมากๆ

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า

เบาหวานไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงดีกว่า
จากสถิติการเจ็บป่วยที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อผ่านการสัมผัสหรือผ่านทางระบบทางเดินหายใจ แต่เป็นโรคที่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากคุณมีญาติเป็นหวาน ก็ทำใจได้เลยว่าคุณก็มีสิทธิ์เป็นเช่นกัน อย่างไรก็ตามก่อนจะคิดกังวลไปไกล เรามาดูวิธีเลี่ยงโรคเบาหวานกันหน่อยดีกว่า เพื่อสุขภาพของคุณ จากข้อมูลของ พญ.รุ่งทิพย์ ด่านศิริกุล แพทย์ผู้ชำนาญด้านเบาหวาน และหนังสือเรื่องกลุ่มโรค NCDs โรคที่คุณหยุดมันได้เอง บอกถึงเทคนิคในการลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานเอาไว้ ดังนี้

8 เทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดเสี่ยง “เบาหวาน”
1. จำกัดปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวัน โดยไม่ให้เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน นับได้คร่าว ๆ จากจำนวนน้ำตาลที่ใส่ลงไปในเครื่องดื่ม อาหารต่าง ๆ การทานน้ำตาลมากๆ จะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานผิดปกติ

2. เลือกรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ผลไม้ก็มีน้ำตาลเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ควรเลือกทานและทานในปริมาณที่เหมาะสม

3. ลดเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม และขนมหวานอื่น ๆ โดยค่อย ๆ ลดจำนวนลงจนเหลือเพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น

4. เลือกกินคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี จะมีกากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ฯลฯ

5. อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนซื้อมาบริโภค เพราะน้ำตาลคือตัวการสำคัญให้เกิดโรคเบาหวาน

6. แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังกินอาหาร ช่วยลดความอยากอาหารได้

7. ออกกำลังกายเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

8. หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

อาการแทรกซ้อนขณะป่วยโรคกระเพาะ

ป่วยเป็นโรคกระเพาะทรมาณขนาดไหน
โรคกระเพาะจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวมากเท่าไหร่ แต่มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นง่ายมากๆ หากป่วยเป็นแล้วจะแสนทรมาน โดยโรคกระเพาะนั้นมักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาการปวดสามารถเป็นได้เกือบทุกเวลาไม่ว่าจะก่อนทานข้าวหรือหลังทานข้าว ตอนท้องว่าง หรือขณะที่เราพึ่งตื่น เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดเหล่านี้ไม่แน่นอนจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร โดยที่เมื่อมีอาการจะรู้สึกทรมานไปประมาณ 15-20 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด

อาการแทรกซ้อน
จริงๆ แล้วโรคกระเพาะสามารถรักษาให้หายได้และหากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยปะละเลยก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบรักษาจะดีกว่าปล่อยให้ตัวเองเผชิญหน้ากับความทรมาน เพราะหากอาการเริ่มเป็นหนักขึ้นอาจจะเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนขึ้นได้และอันตรายมาก ดังนี้
• เลือดออกในกระเพาะอาหาร หากคุณปล่อยที่จะไม่รักษาโรคกระเพาะและปล่อยไว้ คุณอาจจะประสบกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสังเกตได้จากอุจจาระสีดำหรืออาเจียนเป็นเลือดหรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายผงกาแฟบดปนอยู่

• กระเพาะลำไส้เป็นแผลทะลุ โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้องรุนแรงทันทีทันใด หน้าท้องแข็ง กดเจ็บ

• กระเพาะลำไส้ตีบตัน โดยสังเกตได้จากมีอาการปวดท้อง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว และอาเจียนเป็นอาหารที่ไม่ย่อยหลังรับประทานอาหาร

โรคหลอดเลือดหัวใจ กับเทคนิคลดความเสี่ยง

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านไปอย่างไร้คุณภาพ โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่มีการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจ มีสถิติของจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในไทยกว่า 100,000 คนในทุกๆ ปี และเมื่อวิเคราะห์แล้วมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยสูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลการศึกษาของ Thai Registry in Acute Coronary Syndrome (TRACS) พบว่าปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น ล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำร้ายสุขภาพของตัวเองทั้งสิ้น ได้แก่

  • อยู่ในภาวะไขมันในเลือดสูง
  • อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
  • สูบบุหรี่
  • ความครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ลดเสี่ยงได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดปัจจัยเสี่ยงข้างต้นควรเริ่มต้นจากความตระหนักและสร้างการรับรู้ถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาผู้ป่วยจะเป็นไปในทางที่การรักษาด้วยการใช้ยา การรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดต่อเส้นเลือด ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะเส้นเลือดมีโอกาสกลับมาตีบได้อีก แต่ทั้งนี้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ร่วมไปกับการออกกำลังกายจึงจะช่วยให้โรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอยู่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยลงและช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

8 วิธีลดเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

  1. ผัก ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ แคนตาลูป
  2. ปลา ไก่ (ลอกหนังออก) เนื้อหมู เนื้อวัว (เนื้อสันไม่ติดมัน)
  3. ควบคุมปริมาณรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีไขมันสูง
  4. ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมจืดธรรมดา หากดื่มนมเปรี้ยว หรือรับประทานโยเกิร์ตควรเลือกที่มีไขมันต่ำ
  5. ประกอบอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ลวกปิ้ง ย่าง แทนการทอดหรือผัด
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  7. ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือสารอื่นที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย
  8. ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน

โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ วัยทำงานต้องระวัง

โรควัยทำงาน หลายโรคเป็นผลมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ที่ทั้งเคร่งเครียด และรีบเร่ง ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต่างก็เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อยิ่งป่วย ก็ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนอาจทำให้เกิดความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า โรคสุดฮิตที่ไม่น่านิยมของคนวัยทำงานนั้นมีโรคอะไรบ้าง และเราควรดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเหล่านี้

ออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome)
เมื่อพูดถึงอาการเจ็บป่วยของคนทำงาน หนึ่งในโรคที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นก็คือ ออฟฟิศซินโดรม ที่สร้างความทรมานให้แก่ชาวออฟฟิศจำนวนมาก เป็นอาการที่เกิดจากการต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนส่งผลให้เกิดโรค และอาการผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน และการมองเห็น เป็นต้น ซึ่งการป้องกันโรคนี้นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด แค่ลุกขึ้นมาผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 20 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากแล้ว

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD)
กรดไหลย้อนเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับคนวัยทำงานที่มีความเครียดสูง ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือทานอาหารอย่างเร่งรีบ รวมถึงการทานอาหารที่มากจนเกินไปอย่างบุฟเฟ่ต์ด้วย เมื่อกรดที่มีไว้สำหรับย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ และหลอดอาหาร จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาจอาเจียนเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทรมานอย่างมาก การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และทานอาหารให้ตรงเวลา สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากกรดไหลย้อนได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องนั่งทำงานติดโต๊ะนาน ๆ จนต้องกลั้นปัสสาวะอยู่เป็นประจำแล้วละก็ คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ปัสสาวะไม่สุด หรือการใส่กางเกงที่รัดรูปมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความอับชื้น จนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ และเกิดการอักเสบได้ง่าย ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และพยายามลุกไปปัสสาวะ อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยจนเกินไป

ไข้หวัด
แม้ว่าไข้หวัดอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวเท่ากับโรคอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่การไอ สั่งน้ำมูก สูดหายใจอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทำให้ทรมาน และลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ทั้งยังเป็นอาการเริ่มต้นของโรคจำนวนมากอีกด้วย และแม้ว่าสาเหตุหลักของไข้หวัดจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ปัจจัยหลักก็คือการที่คนวัยทำงานนั้น มักยุ่งอยู่กับการทำงาน จนละเลยการดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ และเป็นไข้หวัดได้ง่ายในที่สุด เราจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหมั่นออกกำลังกาย และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยเฉพาะในออฟฟิศที่มีการปรับอากาศให้เย็นจนเกินความพอดี